post

ว่าวควายเอกลักษณ์แห่งตำนานเมืองสตูล ที่อยู่คู่แดนใต้มายาวนาน


สตูลเป็นเมืองที่มีคำขวัญว่า “สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์”  ซึ่งคำขวัญนี้เมื่ออ่านแล้วกลับมองได้เห็นภาพถึงสิ่งที่เขียนได้ในทันที การดำรงชีพท่ามกลางธรรมชาติอย่างพอเพียงทำให้สตูลเป็นอีกเมืองที่น่าค้นหา นอกจากธรรมชาติแล้ว สตูลยังมีประเพณีที่น่าสนใจอีกอย่างคือ งานว่าวประเพณี โดยความเป็นมาของงานแข่งขันว่าวนั้นมีมาตั้งแต่ ปี 2519 ซึ่งได้จัดขึ้นที่สนามบินจังหวัดสตูล และมีงานต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนตำบลได้ให้ความสำคัญกับประเพณีนี้เป็นอย่างดี ด้วยเห็นคุณค่าในว่าวไทย และน่าจะเป็นส่วนที่จะทำให้สตูลเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการเชื้อเชิญนักว่าวจากทั่วประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมงาน 

“ว่าวควาย” เป็นว่าวอีกแบบที่เป็นที่นิยม และเหมือนจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสตูลไปเสียแล้ว หรือเปรียบเสมือนว่าวดุ๊ยดุ่ยของภาคใต้ตอนบน ถึงแม้ที่จริงแล้วก็มีว่าวในรูปแบบอื่นอยู่ด้วยก็ตาม และปัจจุบันว่าวควายได้เป็นที่รู้จักทั่วไป ว่าวหัวควาย หรือว่าวควายเป็นว่าวที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างว่าวหลา หรือว่าวจุฬา กับว่าววงเดือน โดยเปลี่ยนจากวงเดือนเป็นรูปหัวควายแทน และติดแอกด้วย โดยสมัยก่อนสตูลใช้ควายไถนาพอไถเสร็จก็ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็นั่งเลี้ยงควาย ดูแลควายและคิดจะตอบแทนบุญคุณควาย จึงได้ความคิดการทำว่าวเป็นรูปหัวควาย เหมือนควายกำลังก้ม ว่าวควายเป็นว่าวที่ถือว่าสมบูรณ์แบบ เพราะมีหัว มีหู มีจมูก มีเสียง การทำว่าวควายที่ดีต้องทำจากไม้ไผ่สีสุกเท่านั้น และควรเป็นไผ่ที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป ไผ่แก่เกินไปก็ไม่ดี อ่อนเกินไปก็ไม่ดี

ลักษณะของว่าวควาย

ว่าวควายจะมีรูปลักษณ์ตอนบนมีปีกโค้ง ตอนล่างทำโครงเป็นรูปร่างหัวควาย มีเขายาวโค้งรับกับปีกบน ความยาวของปีกจะมีขนาดต่ำสุดประมาณ 1.20 เมตร ส่วนหัวจะติดแอกเพื่อให้เกิดเสียงดังคล้ายเสียงของควาย ทำจากกระดาษฟางซึ่งตอนนี้หาได้ยากขึ้น โดยว่าวควายเมื่อถูกปล่อยขึ้นฟ้าแล้วต้องส่าย ถ้าไม่ส่าย แสดงว่าใช้ไม่ได้ เพราะว่าวควายเป็นว่าวที่เลียนแบบควาย ด้วยเพราะลักษณะของควายเวลากินหญ้าจะชอบส่ายหัวไปมา

การแข่งขัน

การแข่งขันจะมีหลายประเภท จะวัดกันเมื่อนำเชือกมาผูกหลักเหมือนเวลาเรานำควายไปผูกปลักให้กินหญ้า การเหวี่ยงซ้ายขวาต้องเท่า ๆ กัน ถ้าแข่งแบบประเภทความสูงก็จะมีความสูงที่ 90 องศา ตัวไหนถึง 90 องศาก่อนก็จะชนะไป                

สตูลถือได้ว่าเป็นจังหวัดแรกเริ่มในการทำว่าวควายและนำมาใช้แข่งขันเป็นแบบประเภทเสียงดังไพเราะ และมีการดูลักษณะการลอยตัวของว่าว โดยถือเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนว่าวอื่น

 

post

ดุ๊ยดุ่ย อุปกรณ์สร้างพลังเสียง ที่ทำให้ว่าวไทยไม่ไร้จิตวิญญาณ


ดุ๊ยดุ่ย เป็นชื่อเรียกของว่าวอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักไม่แพ้ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ที่เราคุ้นหู และว่าวดุ๊ยดุ่ย จะมีลักษณะคล้ายกับว่าวจุฬามาก หากแต่ว่าจะต่างกันตรงที่ว่า ดุ๊ยดุ่ยมีขากบเป็นรูปเดียวกับปีก ติดอยู่ซ้อนกัน ส่วนด้านบนจะใหญ่ แต่ด้านล่างจะเล็ก ตอนล่างสุดมีไม้ขวางอีกอันหนึ่ง สำหรับผูกหาง ซึ่งจะมีด้วยกันสองหางเพื่อช่วยในการทรงตัวในขณะที่ลอยอยู่ในอากาศ ที่ส่วนหัวของว่าวดุ๊ยดุ่ยจะผูกธนู หรือ สะนู หรือ อูด ซึ่งทางภาคใต้จะเรียกว่า แอก ซึ่งเป็นลักษณะคันเหมือนธนู ทำด้วยไม้ไผ่ เจาะรูให้เป็นสี่เหลี่ยม อยู่กลางคันให้พอดีกับเดือยสี่เหลี่ยมที่ยื่นออกมา ส่วนตัวกลางที่ทำให้เกิดเสียงนั้น ก็จะใช้ไม้ไผ่หรือหวาย เหลาให้เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วเอาปลายเชือกสองข้างผูกติดปลายเมื่อว่าวขึ้นไปลอยอยู่บนอากาศ ไม้ไผ่หรือหวายแผ่นบาง ๆ ที่ถูกขึงอยู่นั้น เมื่อมีลมมาปะทะด้วย ก็จะทำให้เกิดเสียงดังตุ๋ยตุ่ย ตลอดเวลา ว่าวดุ๊ยดุ่ยจะเคลื่อนตัวช้า แต่สง่างาม และจะมีว่าวอีกชนิดที่คล้าย ๆ กับว่าวดุ๊ยดุ่ย คือ ว่าวสองห้อง ซึ่งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ และพบมากในภาคอีสาน ที่จริงดุ๊ยดุ่ยไม่ได้เป็นชื่อว่าวแต่เป็นส่วนที่เรียกว่าทำเสียง เพียงแต่ในว่าวชนิดอื่น ๆ ไม่นิยมติดอุปกรณ์ตัวนี้

ส่วนประกอบของดุ๊ยดุ่ย

          ส่วนที่เป็นคันธนู จะทำจากไม้ไผ่แก่จัดมีความยาวไม่ต่ำกว่า 1.20 ม. เหลาหัวท้ายให้เรียว ลักษณะเป็นท้องปลิง ลนไฟแล้วดัดให้ตรง หันส่วนที่เป็นผิวไม้ออกด้านนอก ลนไฟให้ส่วนปลายทั้งสองข้างโค้งเล็กน้อย และทำหยักบริเวณปลายทั้งสองข้างให้เป็นเดือยยาวประมาณ 1 ซม. ใช้กระดาษทรายขัดเพื่อลบคมออก

          ส่วนใบของดุ๊ยดุ่ย โดยส่วนใหญ่จะใช้เป็นใบลานเพราะเนื้อเหนียว ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ นำมาตากให้แห้ง ตัดให้มีความกว้างประมาณ 10 มม. ยาวประมาณ 90 ซม. ใช้ตะปูตอกยึดหัวท้ายไว้ นำไม้บรรทัดกดทับแล้วกรีดด้วยคัดเตอร์

          ส่วนสายรั้ง นิยมใช้เป็นสายป่าน เนื่องจากมีความเหนี่ยวและน้ำหนักเบา พลิ้วไหวได้ดี ยาวข้างละประมาณ 30 ซม.  ถ้าหากสั้นเสียงจะดังถี่  ถ้าสายยาวเสียงจะดังยาวกว่า  และถ้าเส้นเล็กเกินไปจะขาดง่าย ส่วนถ้าเส้นใหญ่เกินไปจะทำให้มีน้ำหนักเยอะเคลื่อนไหวได้ไม่ดี

          ขึ้ผึ้งแท้ หรือขี้สูด สำหรับติดถ่วงส่วนหัวทั้งสองข้างของใบดุ๊ยดุ่ย เพื่อไว้สำหรับปรับเสียง ป้องกันการเกินขนที่สายเป็นการยืดอายุการใช้งาน

วิธีการประกอบ

การผูกควรใช้เป็นเงื่อนตะกรุดเบ็ดพันหลาย ๆ รอบ ขึ้นสายให้ตึงแล้วใช้กระดาษทรายขัดแต่งใบทั้งส่วนผิวและขอบอย่าให้มีติดขน ระวังอย่าให้ใบบิดเบี้ยว ถ้าใบไม่เรียบใช้เตารีดไฟอ่อนรีดให้เรียบ

การทำดุ๊ยดุ่ยอย่างพิถีพิถันจะช่วยทำให้ว่าวที่ติดดุ๊ยดุ่ยมีเสน่ห์ทางเสียงมากยิ่งขึ้น และหากเป็นว่าวที่ต้องแข่งขันด้วยเสียงแล้ว ดุ๊ยดุ่ยยิ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งนักในการจะเอาชนะคู่แข่ง

 

post

เสน่ห์ของว่าววงเดือนที่ถูกจัดสรรได้อย่างวิจิตรงดงาม


สมัยก่อนมีตำนานเล่าสืบกันถึงว่าววงเดือน ว่าเป็นของเล่นของเหล่าเทพเทวดา ทำให้ว่าววงเดือนมักจะมีรูปภาพลวดลายเป็นรูปเทวดา ว่าววงเดือน หรือเรียกว่า “วาบูแล หรือ วาบูลัน” ซึ่งบูลันนั้น แปลว่าดวงจันทร์ จึงทำให้ว่าวมีรูปดวงเดือนเป็นส่วนประกอบอยู่ตรงกลางลำตัว ระหว่าง ปีก และเขา ว่าววงเดือน มีสองแบบคือ แบบที่มีแอก และแบบไม่มีแอก  บ้างก็ว่าว่าววงเดือนมาจากประเทศมาเลเซีย บ้างก็ว่าเป็นของชาวจังหวัดปัตตานี ความเป็นมาของว่าวบางคนบอกว่าว่าวมาจากประเทศมาเลเซีย และบางคนบอกว่ามาจากจังหวัดปัตตานี

การทำว่าววงเดือนแบบง่าย ๆ คือการที่หาวัสดุได้ทั่วไป ทำไม่ยาก แต่อาศัยสิ่งสำคัญคือความประณีต ส่วนถ้าจะทำให้ได้สวยงามต้องอาศัยประสบการณ์ทำบ่อย ๆ

อุปกรณ์ที่ใช้หลัก ๆ ในการประดิษฐ์ว่าว

– ไม้ไผ่
– เชือกผูก
– มีดเหลา
– กระดาษว่าว
– กระดาษสี
– สายป่าน
– กาว

ขั้นตอนการทำ

นำไม้ไผ่ที่ได้เตรียมไว้มาเหลาให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ จากนั้นขึ้นโครงว่าวตามรูปแบบของว่าววงเดือนด้วยไม้ไผ่ที่เหลาไว้ แล้วผูก ด้วยเชือก นำกระดาษว่าวหรือกระดาษลอกลายมาติดลงไปบนโครงไม้ไผ่ และจากนั้นนำกระดาษสีที่ทำเป็นลวดลายต่าง ๆ ไว้ มาติดทับไปบนกระดาษส่วนที่เป็นตัวว่าวจากนั้นพักไว้ก่อน นำกระดาษว่าวมาทำเป็นภู่ แล้วจึงนำไปพันที่คอว่าวผูกด้วยเชือก เมื่อทำการกรุเสร็จแล้วก็จะนำมาร้อยเชือก สายคันซุง หรือตามภาษาท้องถิ่นเรียก สายการดุ๊ก เพื่อเชื่อมตัวว่าวกับสายป่าน หากเป็นว่าวแบบที่มีแอกก็ต้องใส่แอกด้วย การใส่แอกซึ่งมีลักษณะคล้ายคันธนู เพื่อให้ว่าวมีเสียงดังกังวานยามที่ถูกปล่อยให้ลอยบนท้องฟ้า เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว  ส่วนความยากง่ายและความสวยงามขึ้นอยู่กับลวดลาย ซึ่งการทำลวดลายเป็นเอกลักษณ์ทางด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างชัดเจน จะมีจุดที่ต้องระวังคือช่วงกันกบของตัวว่าวที่โค้งรูปเป็นวงเดือน เพราะเป็นส่วนที่ยากที่สุด เพราะถ้าไม่ชำนาญว่าวตัวนั้นก็จะลอยได้ไม่ดี ไม่นิ่ง จะส่ายไปมา บังคับได้ยาก

เอกลักษณ์ของว่าววงเดือน คือการสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์สุนทรีย์ของชาวมลายู เพราะไม่ใช่เป็นการทำว่าวเพียงเพื่อให้ลอยอยู่บนอากาศได้ หากแต่ยังตกแต่งอย่างตั้งใจสวยงามวิจิตรตามลวดลายของท้องถิ่น และยังเพิ่มเสียงดนตรีอันไพเราะยามเมื่อฉวัดเฉวียงไปมาในอากาศ ด้วยการใส่แอกใบลานที่ติดกับตัวว่าว เมื่อถึงฤดูร้อน ลมเย็น ๆ พัดผ่านมาสายป่านที่ถูกจับประคับประคองไว้ เพื่อให้โต้แรงลม จับจังหวะและทิศทางให้อยู่หมัดด้วยผู้ที่คอยควบคุมมัน ปล่อยใจไปตามสายป่านที่ทอดยาวไปไกล มองดูการโฉบเฉี่ยวเวหาของสมุนที่ส่งขึ้นฟ้าไป ก็รู้สึกผ่อนใจได้ในช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว