post

ประโยชน์ของว่าวที่เราสัมผัสได้มากมายนานาประการ


ถึงแม้เราจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าว่าวเป็นกีฬาที่มีสืบต่อกันมาหลายยุคหลายสมัย แต่จะมีสักกี่คนที่คิดถึงเรื่องประโยชน์ของว่าว ที่นอกเหนือจากคิดว่าว่าวเป็นสิ่งที่ทำให้สนุกสนาน ทั้งที่จริงแล้วมันแฝงไปด้วยประโยชน์มากมายจนคุณต้องเหลียวกลับมามองแล้วค้นหาเพิ่มเติมถึงประโยชน์ข้ออื่น ๆ กันต่อ ๆ ไปอีก

ด้านสุขภาพ

ว่าวช่วยให้ผู้ชมได้ผ่อนคลาย ได้มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ส่วนผู้เล่นนั้นว่าวทำให้ดีต่อสุขภาพ เสริมสร้างกำลังกายให้แข็งแรงเพราะต้องใช้เรี่ยวแรงในการประคองสายป่านที่ต้านแรงลม และบางประเทศต้องใช้กำลังในการส่งว่าวยักษ์ขึ้นไปบนท้องฟ้า อีกทั้งเป็นการเพิ่มสติปัญญาในการวางแผนที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์ และเพิ่มทักษะในด้านต่างๆของผู้ที่ทำว่าว ทำให้มีน้ำใจนักกีฬา รู้จัดการเข้ากลุ่มเข้าสังคม สนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ห่างจากเทคโนโลยีพวกคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือได้ในชั่วเวลาหนึ่ง เป็นการช่วยขัดเกลาจิตใจและสมอง

ด้านสังคมธุรกิจ

เป็นการเชื่อมโยงวัฒนธรรม แลกเปลี่ยน เจริญสัมพันธไมตรีต่อกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะในปัจจุบันมีหลายสถานที่ทั่วโลกที่ได้จัดให้มีงานว่าวนานาชาติขึ้น และยังเป็นการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวเมื่อว่าวเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชื่นชมเอกลักษณ์ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น และยังเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้กับผู้คนมากมายหลายคนหลายชาติ ช่วยในการเสริมสร้างความสามัคคีเพราะบางแห่งต้องใช้ทีมงานช่วยเหลือกันในการจัดทำว่าว การเล่นว่าว การส่งว่าวขึ้นสู่ท้องฟ้า

ด้านการศึกษา

ว่าวเป็นตัวสอนทางด้านฟิสิกส์ ได้เป็นอย่างดี ด้วยการ เรียนรู้พลังและองค์ประกอบของอากาศ และทิศทางของลม  และว่าวยังมีประโยชน์ด้านพลังงานโดยประเทศเนเทอร์แลนด์ได้คิดค้นวิธีการควบคุมและนำเอาพนังงานลมมาใช้งานโดยโครงการแลดเดอร์ใลล์ได้ถือกำเนิดขึ้น และว่าวได้ถูกนำเอามาเป็นอุปกรณ์หลักในการทำงานครั้งนี้ เพื่อจะนำเอาพลังงานลมมาเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน

ด้านวัฒนธรรมประเพณี

การที่ว่าวแต่ละภูมิภาค แต่ละประเทศนั้นมีความแตกต่างกัน ย่อมเป็นสิ่งที่จะแสดงได้อย่างชัดเจนถึงสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ว่าวตัวหนึ่งเกิดขึ้นมาได้ สร้างความเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนที่อาศัยอยู่ วิถีชีวิต และสืบทอดประเพณีจากรุ่นสู่รุ่นได้เป็นอย่างดี สร้างความเชื่อเพื่อสิ่งที่ดีงาม รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และโชคดี และบ้างเป็นการตอบแทนบุญคุณของสิ่งที่เราได้ใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ การเล่นว่าว และการชมว่าว ก็ไม่ได้เป็นการล่องลอยไปตามว่าวแบบไร้สติ หากแต่การเล่นว่าวและการชมว่าวอย่างมีสติทำให้เกิดประโยชน์มากมายต่างหาก

 

post

ดุ๊ยดุ่ย อุปกรณ์สร้างพลังเสียง ที่ทำให้ว่าวไทยไม่ไร้จิตวิญญาณ


ดุ๊ยดุ่ย เป็นชื่อเรียกของว่าวอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักไม่แพ้ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ที่เราคุ้นหู และว่าวดุ๊ยดุ่ย จะมีลักษณะคล้ายกับว่าวจุฬามาก หากแต่ว่าจะต่างกันตรงที่ว่า ดุ๊ยดุ่ยมีขากบเป็นรูปเดียวกับปีก ติดอยู่ซ้อนกัน ส่วนด้านบนจะใหญ่ แต่ด้านล่างจะเล็ก ตอนล่างสุดมีไม้ขวางอีกอันหนึ่ง สำหรับผูกหาง ซึ่งจะมีด้วยกันสองหางเพื่อช่วยในการทรงตัวในขณะที่ลอยอยู่ในอากาศ ที่ส่วนหัวของว่าวดุ๊ยดุ่ยจะผูกธนู หรือ สะนู หรือ อูด ซึ่งทางภาคใต้จะเรียกว่า แอก ซึ่งเป็นลักษณะคันเหมือนธนู ทำด้วยไม้ไผ่ เจาะรูให้เป็นสี่เหลี่ยม อยู่กลางคันให้พอดีกับเดือยสี่เหลี่ยมที่ยื่นออกมา ส่วนตัวกลางที่ทำให้เกิดเสียงนั้น ก็จะใช้ไม้ไผ่หรือหวาย เหลาให้เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วเอาปลายเชือกสองข้างผูกติดปลายเมื่อว่าวขึ้นไปลอยอยู่บนอากาศ ไม้ไผ่หรือหวายแผ่นบาง ๆ ที่ถูกขึงอยู่นั้น เมื่อมีลมมาปะทะด้วย ก็จะทำให้เกิดเสียงดังตุ๋ยตุ่ย ตลอดเวลา ว่าวดุ๊ยดุ่ยจะเคลื่อนตัวช้า แต่สง่างาม และจะมีว่าวอีกชนิดที่คล้าย ๆ กับว่าวดุ๊ยดุ่ย คือ ว่าวสองห้อง ซึ่งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ และพบมากในภาคอีสาน ที่จริงดุ๊ยดุ่ยไม่ได้เป็นชื่อว่าวแต่เป็นส่วนที่เรียกว่าทำเสียง เพียงแต่ในว่าวชนิดอื่น ๆ ไม่นิยมติดอุปกรณ์ตัวนี้

ส่วนประกอบของดุ๊ยดุ่ย

          ส่วนที่เป็นคันธนู จะทำจากไม้ไผ่แก่จัดมีความยาวไม่ต่ำกว่า 1.20 ม. เหลาหัวท้ายให้เรียว ลักษณะเป็นท้องปลิง ลนไฟแล้วดัดให้ตรง หันส่วนที่เป็นผิวไม้ออกด้านนอก ลนไฟให้ส่วนปลายทั้งสองข้างโค้งเล็กน้อย และทำหยักบริเวณปลายทั้งสองข้างให้เป็นเดือยยาวประมาณ 1 ซม. ใช้กระดาษทรายขัดเพื่อลบคมออก

          ส่วนใบของดุ๊ยดุ่ย โดยส่วนใหญ่จะใช้เป็นใบลานเพราะเนื้อเหนียว ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ นำมาตากให้แห้ง ตัดให้มีความกว้างประมาณ 10 มม. ยาวประมาณ 90 ซม. ใช้ตะปูตอกยึดหัวท้ายไว้ นำไม้บรรทัดกดทับแล้วกรีดด้วยคัดเตอร์

          ส่วนสายรั้ง นิยมใช้เป็นสายป่าน เนื่องจากมีความเหนี่ยวและน้ำหนักเบา พลิ้วไหวได้ดี ยาวข้างละประมาณ 30 ซม.  ถ้าหากสั้นเสียงจะดังถี่  ถ้าสายยาวเสียงจะดังยาวกว่า  และถ้าเส้นเล็กเกินไปจะขาดง่าย ส่วนถ้าเส้นใหญ่เกินไปจะทำให้มีน้ำหนักเยอะเคลื่อนไหวได้ไม่ดี

          ขึ้ผึ้งแท้ หรือขี้สูด สำหรับติดถ่วงส่วนหัวทั้งสองข้างของใบดุ๊ยดุ่ย เพื่อไว้สำหรับปรับเสียง ป้องกันการเกินขนที่สายเป็นการยืดอายุการใช้งาน

วิธีการประกอบ

การผูกควรใช้เป็นเงื่อนตะกรุดเบ็ดพันหลาย ๆ รอบ ขึ้นสายให้ตึงแล้วใช้กระดาษทรายขัดแต่งใบทั้งส่วนผิวและขอบอย่าให้มีติดขน ระวังอย่าให้ใบบิดเบี้ยว ถ้าใบไม่เรียบใช้เตารีดไฟอ่อนรีดให้เรียบ

การทำดุ๊ยดุ่ยอย่างพิถีพิถันจะช่วยทำให้ว่าวที่ติดดุ๊ยดุ่ยมีเสน่ห์ทางเสียงมากยิ่งขึ้น และหากเป็นว่าวที่ต้องแข่งขันด้วยเสียงแล้ว ดุ๊ยดุ่ยยิ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งนักในการจะเอาชนะคู่แข่ง

 

post

เสน่ห์ของว่าววงเดือนที่ถูกจัดสรรได้อย่างวิจิตรงดงาม


สมัยก่อนมีตำนานเล่าสืบกันถึงว่าววงเดือน ว่าเป็นของเล่นของเหล่าเทพเทวดา ทำให้ว่าววงเดือนมักจะมีรูปภาพลวดลายเป็นรูปเทวดา ว่าววงเดือน หรือเรียกว่า “วาบูแล หรือ วาบูลัน” ซึ่งบูลันนั้น แปลว่าดวงจันทร์ จึงทำให้ว่าวมีรูปดวงเดือนเป็นส่วนประกอบอยู่ตรงกลางลำตัว ระหว่าง ปีก และเขา ว่าววงเดือน มีสองแบบคือ แบบที่มีแอก และแบบไม่มีแอก  บ้างก็ว่าว่าววงเดือนมาจากประเทศมาเลเซีย บ้างก็ว่าเป็นของชาวจังหวัดปัตตานี ความเป็นมาของว่าวบางคนบอกว่าว่าวมาจากประเทศมาเลเซีย และบางคนบอกว่ามาจากจังหวัดปัตตานี

การทำว่าววงเดือนแบบง่าย ๆ คือการที่หาวัสดุได้ทั่วไป ทำไม่ยาก แต่อาศัยสิ่งสำคัญคือความประณีต ส่วนถ้าจะทำให้ได้สวยงามต้องอาศัยประสบการณ์ทำบ่อย ๆ

อุปกรณ์ที่ใช้หลัก ๆ ในการประดิษฐ์ว่าว

– ไม้ไผ่
– เชือกผูก
– มีดเหลา
– กระดาษว่าว
– กระดาษสี
– สายป่าน
– กาว

ขั้นตอนการทำ

นำไม้ไผ่ที่ได้เตรียมไว้มาเหลาให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ จากนั้นขึ้นโครงว่าวตามรูปแบบของว่าววงเดือนด้วยไม้ไผ่ที่เหลาไว้ แล้วผูก ด้วยเชือก นำกระดาษว่าวหรือกระดาษลอกลายมาติดลงไปบนโครงไม้ไผ่ และจากนั้นนำกระดาษสีที่ทำเป็นลวดลายต่าง ๆ ไว้ มาติดทับไปบนกระดาษส่วนที่เป็นตัวว่าวจากนั้นพักไว้ก่อน นำกระดาษว่าวมาทำเป็นภู่ แล้วจึงนำไปพันที่คอว่าวผูกด้วยเชือก เมื่อทำการกรุเสร็จแล้วก็จะนำมาร้อยเชือก สายคันซุง หรือตามภาษาท้องถิ่นเรียก สายการดุ๊ก เพื่อเชื่อมตัวว่าวกับสายป่าน หากเป็นว่าวแบบที่มีแอกก็ต้องใส่แอกด้วย การใส่แอกซึ่งมีลักษณะคล้ายคันธนู เพื่อให้ว่าวมีเสียงดังกังวานยามที่ถูกปล่อยให้ลอยบนท้องฟ้า เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว  ส่วนความยากง่ายและความสวยงามขึ้นอยู่กับลวดลาย ซึ่งการทำลวดลายเป็นเอกลักษณ์ทางด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างชัดเจน จะมีจุดที่ต้องระวังคือช่วงกันกบของตัวว่าวที่โค้งรูปเป็นวงเดือน เพราะเป็นส่วนที่ยากที่สุด เพราะถ้าไม่ชำนาญว่าวตัวนั้นก็จะลอยได้ไม่ดี ไม่นิ่ง จะส่ายไปมา บังคับได้ยาก

เอกลักษณ์ของว่าววงเดือน คือการสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์สุนทรีย์ของชาวมลายู เพราะไม่ใช่เป็นการทำว่าวเพียงเพื่อให้ลอยอยู่บนอากาศได้ หากแต่ยังตกแต่งอย่างตั้งใจสวยงามวิจิตรตามลวดลายของท้องถิ่น และยังเพิ่มเสียงดนตรีอันไพเราะยามเมื่อฉวัดเฉวียงไปมาในอากาศ ด้วยการใส่แอกใบลานที่ติดกับตัวว่าว เมื่อถึงฤดูร้อน ลมเย็น ๆ พัดผ่านมาสายป่านที่ถูกจับประคับประคองไว้ เพื่อให้โต้แรงลม จับจังหวะและทิศทางให้อยู่หมัดด้วยผู้ที่คอยควบคุมมัน ปล่อยใจไปตามสายป่านที่ทอดยาวไปไกล มองดูการโฉบเฉี่ยวเวหาของสมุนที่ส่งขึ้นฟ้าไป ก็รู้สึกผ่อนใจได้ในช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว

 

post

มารู้จัก ว่าวจีน ที่ได้ชื่อว่ามีประวัติอันยาวนาน


ชาวจีนคิดค้นและประดิษฐ์ว่าวขึ้นมาเป็นเวลานานมากแล้ว จากข้อมูลได้ปรากฏว่าค้นพบเมื่อ 2,000 กว่าปีมาแล้ว บ้างก็ว่าถูกคิดค้นจากนักปราชญ์ บ้างก็ว่าจากช่างไม้ฝีมือดีที่ทำนกไม้ด้วยไม้ และทำให้สามารถบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ตามทิศทางลมได้นานถึง 3 วัน ครั้นต่อมาในสมัยหลี่เย่ ได้มีผู้นำกระดาษมาทำเป็นว่าว  และต่อมามีผู้คิดนำสายดนตรีมาติดที่บริเวณปลายด้านบนของว่าวเมื่อเวลาที่มันลอยอยู่กลางอากาศสายดนตรีที่ผูกไว้ประทะกับลมกลายเป็นเสียงดนตรีคล้ายกู่เจิง  จากนั้นมา ชาวจีนจึงเรียกว่าวว่า เฟิงเจิง ซึ่งแปลได้ว่า พิณลม นั่นเอง

ยุคสมัยแรกของว่าว

แต่ก่อนว่าวของชาวจีนไม่ได้ใช้เพื่อความเพลินเพลิน หากแต่ใช้เพื่อการสอดแนมทางการทหาร เพื่อค้นหาที่มั่นของศัตรู  และยังได้ทำว่าวขนาดใหญ่พอที่จะรับน้ำหนักคน ให้คนขึ้นไปพร้อมกับว่าวเพื่อสอดแนมศัตรู และทำลายขวัญและกำลังใจ เมื่อยุคของสงครามสงบลงในสมัยราชวงศ์ถัง เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก มีแต่ความรื่นเริง ทำให้ว่าวเริ่มกลายมาเป็นการละเล่น เพื่อความสนุกสนานมากขึ้น

ยุคสมัยกลางของว่าว

รูปแบบว่าวเริ่มเข้ามามีบทบาท ได้มีการคิดประดิษฐ์ว่าวรูปร่างต่าง ๆ เช่น นกนางแอ่น ปลา แมลงปอ มังกร และ ค้างคาวเพราะความหมายในคำศัพท์จีน คำอ่านของคำว่าค้างคาวมีเสียงพ้องกับคำที่มีความหมายว่า มีความสุขถ้วนหน้า (เปี้ยนฝู)  หรือ ร่ำรวยถ้วนหน้า (เปิ้ยนฟู่)  จึงเชื่อว่าจะทำให้นำความสุขความมั่งคั่งมาสู่เจ้าของว่าว นอกจากนี้ก็ยังมีรูปอื่น ๆ  อีกมากมาย

ยุคของว่าวในปัจจุบัน

ปัจจุบัน เมืองปักกิ่ง เทียนจิน เหวยฟาง เมืองหนันทง และเมืองหยางเจียง ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองที่ผลิตว่าวอันมีชื่อเสียงของจีน โดยว่าวแต่ละท้องถิ่นก็จะมีเอกลักษณ์มีความนิยมชมชอบที่แตกต่างกัน อย่างว่าวนกนางแอ่น เป็นที่นิยมของผู้คนชาวปักกิ่ง มากกว่าแบบอื่น ส่วนถ้าพูดถึงว่าวของเมืองเหวยฟางซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งว่าวโลก ซึ่งเลื่องชื่อในด้านความสวยงามของว่าว และวัสดุชั้นเยี่ยม จนได้รับรางวัลชนะเลิศจากเทศกาลว่าวนานาชาติที่จัดขึ้นในอิตาลีมาแล้ว ทำให้เมืองเหวยฟางเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลว่าวโลกขึ้นทุกปี ดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบศิลปะลอยฟ้านี้และพลาดไม่ได้ที่จะมาเที่ยวชมความสวยงามของพวกมัน ซึ่งมาจากนานาประเทศทั่วโลก ส่วนว่าวของเมืองปักกิ่งซึ่งมีความเป็นมากว่า 300 ปี และว่าวซาเยี่ยน หรือว่าวนกนางแอ่น เป็นว่าวที่มีชื่อเสียง ด้วยตัวว่าวทำเป็นรูปนกนางแอ่นกางปีกสองข้าง มีหางยาวและแหลม แลดูเหมือนตัวหนังสือจีนที่เขียนว่า ต้า ที่แปลว่าใหญ่ ปีกสองข้างเขียนรูปคางค้าวด้วยมีความหมายที่ดีทำให้มีโชคดี ผาสุก  นอกจากนี้ยังมีว่าวที่เป็นภาพนกนางแอ่นคู่ ตัวหนึ่งเป็นสีฟ้า อีกตัวหนึ่งเป็นสีแดง คู่กัน เหมือนสามีภรรยาที่มีความรักและจะอยู่ด้วยกันตลอดไป  พร้อมประดับด้วยลวดลายรูปผีเสื้อที่มีความหมายถึงโชคลาภ สิริมงคลอีกด้วย

                ว่าวจีนได้มีการพัฒนามาไกลอย่างลงตัวถือเป็นต้นแบบและทำให้เป็นที่นิยมไปหลายต่อหลายประเทศ ทั้งทางแถบเอเชียและยุโรป ด้วยเพราะมีทั้งศิลปะจากภาพบนกระดาษว่าว ดนตรีที่ใช้นกหวีดที่ทำด้วยผลน้ำเต้ามาติดที่ว่าวจะเปล่งเสียงที่ทรงพลังไพเราะไปได้ไกลหลายกิโลเมตรอีกด้วย นอกจากนี้ชาวจีนยังมีความเชื่อว่า การชักว่าวเป็นการปล่อยความชั่วร้าย ความไม่ดี เอาโรคภัยต่าง ๆ ไปให้พ้น ให้ห่างไกลพวกเค้าหรือคนที่รักได้

 

post

พัฒนาการของว่าว จากเรื่องง่าย ๆ ในอดีตสู่ปัจจุบันที่สวยงาม

                คุณอาจนึกไม่ถึงว่า ว่าวที่เราเห็นในปัจจุบันนั้น ก็มีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน การเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน มีด้วยกันในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัสดุ เรื่องรูปแบบ รูปร่าง สีสัน ลวดลาย และการละเล่น ล้วนแล้วแต่มีการเปลี่ยนแปลงด้วยกันทั้งสิ้น รวมถึงบางครั้ง แม้กระทั่งวัตถุประสงค์ในการจัดทำว่าวขึ้นก็มีมากขึ้นกว่าในอดีต ที่ต้องการทำว่าวเพื่อได้เล่นสนุกเพลิดเพลินในครัวเรือนของแต่ละบ้านเพียงเท่านั้น  

การทำว่าวจากอดีตสู่ปัจจุบัน มีอยู่ 5 ประเภท

1. การทำว่าวจากวัสดุธรรมชาติ รอบ ๆ ตัวของผู้คนในสมัยก่อน จะเน้นที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพราะต้องการสร้างความเพลิดเพลินให้เพียงเท่านั้น จึงนิยมใช้พวกใบไม้ประเภทใบใหญ่ เช่น ใบตองตึง ใบกระบอก ใบยางแดง เป็นต้น ไม่ได้เน้นถึงสีสัน หรือความคงทนแข็งแรง

2.การพัฒนาอีกขั้นของว่าวจากวัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มาเป็นว่าวจากกระดาษ ซึ่งก็มีมีการพัฒนาในเรื่องของตัวกระดาษ จากกระดาษธรรมดา ๆ ก็ปรับให้มีสีสัน ลวดลาย สวยงามมากยิ่งขึ้น เพิ่มความคงทน แต่ยังคงมีประสิทธิภาพในการลอยตัวในอากาศได้ดีเช่นเดิม การทำว่าวจากกระดาษก็จะมีการปรับเพิ่มขั้นตอนอย่างมีแบบแผนมากยิ่งขึ้นกว่าการใช้วัสดุจากธรรมชาติ เพราะเริ่มต้องมีการซื้อหาอุปกรณ์เพื่อการจัดทำมากกว่าเดิม มีการทำตัวโครงเพื่อรองรับตัวกระดาษ เพิ่มความคงทนแข็งแรง สวยงามมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังคงมีวัตถุประสงค์เพื่อการละเล่นที่ให้ความเพลิดเพลินเช่นเดิม

3.การจัดทำว่าวที่มีลักษณะของความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น มีการทำอุปกรณ์เพิ่มเติม เพื่อก่อให้เกิดเสียงดีกว่าแบบเดิม ๆ และมีความแตกต่างของรูปทรงมากยิ่งขึ้น จากว่าวที่เคยมีลักษณะแบนเรียบมองเป็นมิติเดียว เปลี่ยนแปลงเป็นว่าวที่มีมิติเห็นรูปทรงมากยิ่งขึ้น เช่นว่าวแอก ส่วนที่ประเทศมาเลเซียจะเรียกว่าวลักษณะนี้ว่า สะนู หรือธนู จะมีลักษณะทำจากไม้ไผ่ทรงกระบอกส่วนกลางกลวง บริเวณส่วนหัวของว่าว เมื่อว่าวกินลมบนท้องฟ้าแล้วจะมีเสียงดังแอก ๆ โดยเสียงจะยาวหรือเบา ขึ้นอยู่กับเทคนิคการทำแอก เช่น ว่าวควาย ว่าววงเดือน หรือที่ประเทศมาเลเซียเรียกว่า ว่าวบูรันบูแล นั่นเอง

4.การทำว่าวในลักษณะที่แฝงและเต็มไปด้วยความเชื่อ เครื่องลางของขลัง การบูชา เพื่อสนองตอบแทนคุณ หรือปัดเป่าเคราะห์กรรมต่าง ๆ ตามความเชื่อ อันเป็นกุศโลบาย

5.การทำว่าวมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยมีการออกแบบตกแต่งพิเศษ ทำให้เกิดความสวยงาม เกิดความสะดุดตา แปลกตา และมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม เช่น ว่าวงู หรือว่าวประดิษฐ์อื่น ๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ไม่ว่าว่าวจะถูกกำหนดให้ในปัจจุบันจะเป็นเช่นไรนั้น ก็ตาม  ก็ยังคงบังเกิด ความสนุกสนานให้ได้ทุกครั้งที่เล่น อีกทั้งเป็นการออกกำลังกาย หรือสร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย