post

Padded strap อุปกรณ์ในการช่วยจับยึดสำหรับการเล่นว่าว


บรรยากาศในการเล่นว่าวในปัจจุบัน มีความท้าทายและต้องใช้กำลังมากยิ่งขึ้น ด้วยเพราะประเภทของว่าวที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้ต้องปะทะกับแรงลมมากยิ่งขึ้น การประคับประคองว่าวให้อยู่มือและเพื่อให้เป็นไปตามทิศทางที่ผู้เล่นกำหนด และเพื่อเป็นการลดการเกิดอุบัติเหตุถูกเชือกบาดมือ อุปกรณ์ที่จะเป็นตัวช่วยอย่างที่จับ หรือ Padded strap จึงเป็นสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่ง ทั้งนี้ Padded strap นั้นก็มีรูปแบบที่คล้ายคลึงกันคือเป็นห่วงที่สามารถนำมือของผู้เล่นว่าวสอดเข้าไปได้ วัสดุส่วนใหญ่ที่ใช้จะนิ่ม เพื่อให้รู้สึกสบายขณะเล่นว่าว ส่วนวัสดุที่ใช้ในการผลิตอาจมีความแตกต่างกันออกไปขึ้นอยู่กับคุณภาพและราคา

แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเพื่อป้องกันและลดการบาดเจ็บที่มือ ช่วยให้กระชับมือและข้อมือในขณะเล่น และช่วยพยุงว่าวได้อย่างมั่นคงมากยิ่งขึ้น อุปกรณ์ตัวนี้เหมาะสมกับการเล่นว่าวประเภทบังคับ 2 สายป่าน หรือ 2 Lines อย่างว่าวสตั้นท์ (Stunt kite) , ว่าวพาราฟอยล์ เป็นต้น ด้วยเพราะลักษณะของการเล่นว่าวประเภทบังคับเหล่านี้ ต้องใช้แรงดึงรั้งเป็นอย่างมาก ประกอบกับประเภทของว่าวที่จะไม่ใช่เป็นการปล่อยว่าวขึ้นไปโต้กระแสลมเพียงเท่านั้น ว่าวที่ขึ้นไปจะต้องทำการโยกซ้าย โยกขวา หมุนวน ขึ้นบน ลงล่าง ไปรอบทิศทาง การจับสายป่านหรือเชือกว่าวอย่างมั่นคงถือเป็นสิ่งสำตัญ   

HQ bar kite 2 Line

               เมื่อว่าวเป็นสิ่งที่ผู้คนยุคใหม่นิยม อุปกรณ์ตัวนี้จึงเหมาะมากกับการช่วยสนับสนุนให้การเล่นว่าวเป็นไปด้วยความสะดวกมากยิ่งขึ้น HQ bar นั้น จะมีลักษณะเป็นท่อนอลูมิเนียม ความยาวโดยประมาณ 50 เซนติเมตร ได้รับการออกแบบให้เหมาะกับการใช้งานที่หลายประเภทของการเล่นว่าว เช่น ว่าวไคท์เซิร์ฟ, ว่าวสตั้นท์ เป็นต้น มันจะช่วยสร้างสมดุล ลดการสะท้อนจากแรงลม และอีกสิ่งที่สำคัญคือสามารถหมุนควงได้โดยรอบ สามารถทำให้เชือกว่าวไม่พันกันได้ถือเป็นประโยชน์หลักอย่างชัดเจนของอุปกรณ์ช่วยเหลือตัวนี้ ผู้เล่นจะมีแรงที่จะรั้งว่าวได้มากยิ่งขึ้น วัสดุที่ผู้ค้าส่วนใหญ่นำมาผลิตก็จะมีน้ำหนักเบา แต่แข็งแรง และยังสามารถติดอุปกรณ์ช่วยเล่นว่าวตัวอื่น ๆ เพิ่มเติมเข้าไปได้อีกด้วย

อุปกรณ์ดี ๆ แบบนี้ ผู้คิดค้นตั้งใจทำมาช่วยเหลือสำหรับผู้ที่นิยมชื่นชอบการเล่นว่าว ทำให้ประสิทธิภาพของการเล่น การกำหนดทิศทางเป็นไปได้ง่ายและสะดวก และที่สำคัญช่วยสร้างความปลอดภัยให้กับผู้เล่นได้มากยิ่งขึ้น แต่ทั้งนี้ผู้เล่นเองก็ต้องมีความรู้ความเข้าใจในอุปกรณ์แต่ละอย่างให้ดี เพื่อเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม มิเช่นนั้นแล้วแทนที่จะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพ แต่จะกลายเป็นการลดความสามารถของว่าวลงไปอย่างน่าเสียดาย

 

post

กีฬาที่ใช้ว่าวแต่ไม่ใช่เพียงแค่ว่าวอย่าง ไคท์เซิร์ฟ Kite surf  


ไคท์บอร์ด หรือ ไคท์เซิร์ฟ เป็นกีฬาที่ต้องใช้ว่าวเป็นส่วนประกอบร่วมกับกระดานบอร์ด ดังนั้นจึงนำทั้ง 2 คำมารวมกันตรงตัว โดยไคท์เซิร์ฟนี้ผู้เล่นจะได้รับความสนุกจากการผาดโผน เพราะจัดเป็นกีฬาเอ็กซ์ตรีมชนิดนึง การโลดแล่นไปบนผิวน้ำ จากการดึงรั้งของว่าวไคท์เซิร์ฟ ผู้เล่นจะต้องประคองและบังคับว่าวเหมือนกับการเล่นว่าวประเภทบังคับ เพียงต่างกันที่ว่าจากที่เคยเล่นอยู่บนบก กลับต้องกลายเป็นลงไปเล่นว่าวอยู่ในน้ำ พร้อมกับกระดานบอร์ดซึ่งเป็นอุปกรณ์อีกหนึ่งชิ้น ผู้เล่นที่พึ่งจะทำการฝึกเล่นใหม่ ๆ จะถูกฝึกให้ยืนบังคับว่าวเซิร์ฟอยู่บริเวณบนบก โดยส่วนใหญ่คือริมหาดของท้องทะเล ด้วยเพราะต้องใช้พื้นที่เล่นในบริเวณกว้างและต้องใช้แรงลมมาก ๆ ท้องทะเลจึงเป็นจุดที่เหมาะสมที่สุดในการเล่น
นอกจากนั้นยังต้อง ฝึกดูและเรียนรู้ทิศทางลม ซึ่งเป็นอีกหนึ่งความสำคัญไม่ต่างไปจากการเล่นว่าวทุกชนิด หากไม่มีลมก็จะเล่นไม่ได้หรือไม่ได้รับความสนุกสนานอย่างเต็มที่กับมัน ตามด้วยการหัดบังคับทิศทางให้ว่าวลากเราไปและสามารถเอาว่าวขึ้นได้ด้วยตัวเอง และวิธีการเมื่อว่าวตกน้ำและต้องทำให้มันกลับขึ้นมาได้ จากนั้นจึงจะหัดเล่นบอร์ดต่อไป  เมื่อถึงเวลาลมมาว่าวบิน ผู้เล่นก็จะถูกลากจูงไปอย่างรวดเร็ว เมื่อเป็นจังหวะที่ว่าวทำให้ตัวผู้เล่นลอยขึ้น ก็ถึงเวลาที่ผู้เล่นจะได้โลดโผนทำท่าทางต่าง ๆ ไปบนอากาศระหว่างผิวน้ำด้านล่าง กับ ว่าวด้านบน ซึ่งผู้เล่นจะได้สัมผัสกับรสชาติใหม่ของการเล่นว่าว
                สำหรับกีฬาประเภทนี้ในประเทศไทยก็มีให้เห็นอยู่มากในบริเวณชายหาดของทะเลต่าง ๆ ที่เป็นจุดพักนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ รวมถึงมีโรงเรียนสอนการเล่นและมีให้เช่าพวกอุปกรณ์การเล่นด้วย อุปกรณ์การเล่น ก็จะมีชุดอันประกอบไปด้วยชุดเซิร์ฟบอร์ด ซึ่งก็จะเลือกกันตามความชอบ ตามสไตล์ของผู้เล่นแต่ละคน, หมวกกันน็อก กับ เสื้อชูชีพสำหรับผู้เล่นที่ว่ายน้ำไม่ค่อยแข็ง และเป็นอุปกรณ์บังคับที่ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับตนเอง, เข็มขัดที่โยงเชื่อมกับตัวผู้เล่นและตัวว่าว,  กระดานบอร์ดโต้คลื่น ซึ่งก็มีให้เลือกมากมายหลายแบบเช่นกัน และสิ่งที่สำคัญที่จะขาดไม่ได้ก็คือว่าวเซิร์ฟนั่นเอง ซึ่งก็มีให้เลือกหลายขนาดหลายเบอร์ ตั้งแต่เบอร์ทีมีขนาดว่าวเล็ก ไปถึงเบอร์ที่มีขนาดว่าวใหญ่ แต่ส่วนใหญ่ที่นิยมก็มักจะเป็นว่าวเบอร์กลาง ๆ อย่างเช่น เบอร์ 12 เป็นต้น เหมาะกับผู้เล่นส่วนมากและเหมาะกับลมในบ้านเรา ว่าวเซิร์ฟจะมีสีสันที่จัดจ้านเหมาะกับท้องน้ำและท้องฟ้าในบรรยากาศที่แสงแดดปลอดโปร่ง

 

post

เชือกว่าว เรื่องที่เราควรรู้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้กับการเล่นว่าว


ปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นว่าวไทย อย่างพวกว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ที่เราเคยเล่นกันมาแต่เด็ก ๆ และก็ยังคงมีอยู่มาถึงปัจจุบันแล้ว ก็ยังมีว่าวอีกมากมายหลายประเภทที่เกิดขึ้นมาใหม่ ๆ ในหลายต่อหลายประเทศ ว่าวบางประเภทกลายเป็นกีฬาผาดโผน เป็นความท้าทาย เกิดเป็นที่ชื่นชอบในหมู่ของคนเล่นว่าว ได้แก่ ประเภทว่าวบังคับ ทั้งว่าวแบบสายป่านเดี่ยว หรือ 2 และ 4 สายป่าน ซึ่งว่าวในปัจจุบันนี้จะมีอุปกรณ์และส่วนประกอบต่าง ๆ ของว่าวให้เลือกใช้สอยอย่างมากมาย และก็มีการพัฒนาสรรหาอุปกรณ์ที่ใช้ตกแต่ง ใช้เป็นอุปกรณ์ช่วย ที่จะทำให้เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นทั้งของผู้บังคับว่าว และของตัวว่าวเอง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้อุปกรณ์ หรือส่วนประกอบอื่น ๆ ของว่าว ก็คือ เชือก ที่ปัจจุบันมีให้เลือกซื้อหา และใช้ให้เหมาะสมกับว่าวแต่ละตัวแต่ละประเภทกันอย่างกว้างขวาง อาทิเช่น

เชือกดาครอน : เป็นเชือกที่เหมาะกับว่าวประเภทสายเดี่ยว ที่เราเล่นทั่ว ๆ ไป มีกำลังดึงรั้งในระดับปานกลาง มีความยืดหยุ่นสูง เหมาะที่จะเล่นกับว่าวที่ปล่อยลอยลมไม่มีการบังคับทิศทาง

เชือกถักสวอน : เชือกสวอนมีสีสันที่หลากหลาย เป็นเชือกถักที่ทำมาจากเส้นใยสังเคราะห์ไดนีม่า ที่ช่วยทำให้ว่าวมีการบังคับทิศทางได้ดี เชือกไม่ยืดตัว น้ำหนักเบา และสามารถลอยน้ำได้ ซึ่งมีทั้งแบบเชือกธรรมดามาตรฐาน และแบบที่ใช้สารเคลือบป้องกันการเสียดสี ป้องกันเชื้อรา เพิ่มความคงทนในการใช้งาน เหมาะกับว่าวประเภทว่าวบังคับตั้งแต่ 2 สายป่านขึ้นไป

เชือกสเปคตรา : เชือกสเปคตราเป็นเชือกที่ทำมาจาก polyethylene fiber จะมีความแข็งแรง ยืดหยุ่นน้อย โดยเชือกชนิดนี้ถูกนำไปใช้กับการโยงตัวยึด ให้กับการปฏิบัติงานของนักบินอวกาศภายนอกตัวของยานอวกาศ ด้วยเพราะมีความแข็งแรงสูงเมื่อเทียบกับขนาดที่เท่ากับด้ายเย็บผ้าที่เราใช้กันนั้น มันสามารถทนแรงดึงได้มากกว่า 50 กิโลกรัม ส่วนความยืดหยุ่นก็มีค่าแค่เพียงประมาณ 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น เมื่อเทียบกับความยาวของตัวมันเอง เหมาะกับว่าวประเภทบังคับ 4 สายป่าน

นอกจากนี้ก็ยังมีเชือกต่าง ๆ อีกมากมาย  ที่ถูกผู้เล่นว่าวนำมาใช้งาน ซึ่งในยุคสมัยของว่าวไทยรุ่งเรืองอย่างมากนั้น ก็มักใช้เชือกที่ผลิตจากเส้นใยจากฝ้าย ปอ เชือกไนลอนที่เคยใช้กันอย่างแพร่หลายมานาน ซึ่งมีการรับแรงดึงรั้งได้ต่ำมากว่าวัสดุรุ่นใหม่ ๆ เป็นอย่างมาก

ทั้งนี้ด้วยวิวัฒนาการสมัยใหม่จึงทำให้ผู้ที่ชื่นชอบกีฬาการเล่นว่าว ได้มีวัสดุที่ดีกว่าเดิม แข็งแรง ทนทาน และรักษาว่าวที่มีมูลค่าราคาที่สูง ๆ ของพวกเค้าให้ใช้งานไปได้นาน ๆ ไม่หลุดลอย เสียหาย และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการเล่นได้เป็นอย่างดี สนุกสนานกับกิจกรรมที่โปรดปรานได้อย่างเต็มที่ไร้กังวล

 

post

ว่าวสตั้นท์ (Stunt kite) ดีกรีไม่ธรรมดา โชว์ลีลาแบบว๊าวสุด..สุด

ทุกวันนี้การเล่นว่าวไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องธรรมดา ๆ อีกต่อไป เพราะว่าวในปัจจุบัน มีสมรรถนะที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเพราะวัสดุอุปกรณ์ในการนำมาใช้เพื่อผลิตว่าว หรือวิธีการที่คิดค้นประดิษฐ์จัดทำจัดสร้างว่าวที่ซับซ้อนขึ้น จนบางทีทำให้ว่าวมีราคาสูงเป็นอย่างมาก และรวมไปถึงทักษะของผู้เล่น ที่ต้องมีการฝึกฝน ฝึกซ้อมไม่แพ้กีฬาในประเภทอื่น ๆ เลย

ว่าวสตั้นท์ อีกหนึ่งงานอดิเรกยอดนิยมของคนรักว่าว จัดเป็นว่าวที่ต้องการการบังคับแบบผาดโผน และมีความรวดเร็วเป็นอย่างมาก  จึงกลายมาเป็นที่นิยมในเวลาไม่นาน จนมีการแข่งขันว่าวประเภทนี้ขึ้น ซึ่งว่าวสตั้นท์นั้นมีทั้งแบบ สายป่านเดียว, แบบ 2 สายป่าน, และ แบบ 4 สายป่าน อีกทั้งยังมีการละเล่นแบบ ประเภทผู้เล่นเดี่ยว ประเภทคู่ และประเทภทีมด้วย
ว่าวสตั้นท์มักนิยมเล่นกันบริเวณชายหาดทะเล เนื่องจากมีขนาดใหญ่ มีความรวดเร็ว จึงต้องใช้พื้นที่ในการเล่นที่กว้าง เพื่อให้ได้โชว์ลีลาทั้งของตัวว่าว และของผู้บังคับว่าว โดยลีลาของตัวว่าวจะไม่ได้ขึ้นบินบนท้องฟ้าแล้วลอยอยู่นิ่ง ๆ  เฉย ๆ หรือเพื่อต้านลมธรรมดา หากแต่มันจะถูกบังคับโต้กับสายลมเบื้องบนอย่างคล่องแคล่ว ฉวัดเฉวียง และมีท่วงท่าตามการออกแบบจากผู้บังคับมัน ไม่ว่าจะเป็นกันม้วนตัวหลายตลบเป็นวงกลมแบบควงสว่าน หรือจะเป็นท่าโฉบจากบนลงล่างอย่างแรงและม้วนหัวกลับขึ้นข้างบนได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ผู้เล่นได้ออกเหงื่อออกแรงกัน พร้อมร้อยยิ้มบนใบหน้าของความสนุกสนาน เพลินเพลินกันไปเลยทีเดียว

ส่วนประกอบและโครงสร้างของสตั้นท์ไคท์

โครงสร้างของว่าวจะประกอบไปด้วยส่วนต่าง ๆ แบ่งเป็น ส่วนหัวว่าวซึ่งเป็นจุดที่จะเสียหายง่าย หากไม่ชำนาญในการเล่นก็จะทำให้ส่วนหัวปักลงกระแทกพื้น ผู้เล่นใหม่ ๆ อาจหาอะไรมาเย็บหุ้มปิดอีกสักชั้นก็ได้ ส่วนของเส้นเดินโครงหรือก้านค้ำว่าว มี 4 ก้าน แบ่งเป็นด้านละ 2 ก้าน จะนิยมทำจากไฟเบอร์กลาส, แท่งคาร์บอน, และแท่งการ์ไฟต์ คล้าย ๆ โครงทำเต็นท์ หรือคันเบ็ดตกปลา ด้วยเพราะมีความทนทาน มีการยืดหยุ่นตัวสูง และที่สำคัญมีน้ำหนักเบา
ส่วนเส้นเดินโครงนี้ จะเป็นตัวรั้งว่าวส่วนบนให้ตึง ยิ่งตึงก็จะยิ่งทำให้มีเสียงดังเวลาที่ว่าวขึ้นบินลอยล่องอยู่บนอากาศ จากนั้นก็จะเป็นส่วนปีกทั้ง 2 ข้างของว่าว ส่วนต่ำลงมาก็จะเป็นเส้นเดินโครงด้านล่าง ลักษณะคล้ายกับเส้นเดินโครงด้านบน เป็นตัวช่วยรั้งส่วนว่าวด้านล่างให้ตึง อีกส่วนที่สำคัญคือส่วนที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า Standoff  ที่มีลักษณะเป็นเสาสั้น ๆ ค้ำยันระหว่างตัวเนื้อผ้าของว่าว และส่วนโครงด้านล่าง ทำให้ว่าวดูมีชั้น มีมิติ เมื่อลมที่พัดมาปะทะก็จะกลายเป็นแรงดันด้านในให้ว่าวยกตัวสูงขึ้นก่อนที่ลมจะรอดไหล่ผ่านออกไป

นอกเหนือจากส่วนตัวโครงสร้างแล้วก็จะมีส่วนของตัวผ้าที่นำมาขึงกับตัวโครง ส่วนใหญ่นิยมใช้ผ้าไนล่อน ที่มีน้ำหนักเบา ต้านแรงลมได้ดี แต่แข็งแรงไม่ขาดง่าย อีกส่วนที่สำคัญคือส่วนที่เรียกว่า Tow Point เป็นจุดที่เชื่อมต่อเชือกว่าวสายป่านที่ผู้เล่นใช้บังคับ อย่างในส่วนของว่าวสตั้นท์แบบ 2 สายกับ 4 สาย นั้น ถ้าอยากให้ว่าวไปทิศทางซ้ายก็บังคับสายป่านทางด้านซ้าย ถ้าต้องการให้ไปทิศทางขวาก็บังคับสายป่านไปทางด้ายขวา จึงเป็นเสน่ห์ของว่าวชนิดนี้ ที่ทำให้ผู้เล่นบังคับทิศทางได้ตามต้องการเหมือนการถือพวงมาลัยบังคับเวลาขับรถยนต์ และยังสามารถบังคับขึ้นลงได้เหมือนเครื่องบินอีกด้วย

 

post

มาทำความรู้จัก แล้วจะหลงเสน่ห์ของ ว่าวพาราฟอยล์

ที่ผ่านมาคุณ ๆ คงคุ้นเคยกับว่าวที่มีวิธีการประดิษฐ์แบบอดีตดั้งเดิม ไม่ว่าจะเป็น ว่าวของชาวไทย อย่างเช่น ว่าวจุฬา ว่าวควาย ว่าวปักเป้า หรือ บ้างก็จะเป็นว่าวของนานาประเทศ อย่างเช่น ว่าวของประเทศญี่ปุ่น หรือว่าวของประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีชื่อเสียงเลื่องลือในเรื่องของการจัดกิจกรรมเทศกาลว่าว และจากอีกหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกก็ตาม  ซึ่งพวกว่าวเหล่านั้น ส่วนมากมักเป็นว่าวที่ต้องทำการขึ้นโครงและนำวัสดุที่เป็นกระดาษ หรือผ้า มาปิดทับบนตัวโครง เพื่อทำให้แนวโครงนั้นเป็นตัวโครงสร้างหลักที่แข็งแรงในการต้านแรงลม อันถือได้ว่าเป็นส่วนที่สำคัญในการประดิษฐ์จัดทำว่าวเหล่านั้นขึ้นมาเสียเป็นส่วนใหญ่

แต่ในปัจจุบันนี้ว่าวได้ถูกปรับเปลี่ยน และพัฒนาให้เกิดความเสถียรในการเล่น และเพิ่มความสนุกสนานให้กับผู้เล่นในขณะที่ว่าวทำการโลดแล่นไปบนท้องฟ้าในอีกหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันออกไป ลองมาดูและทำความรู้จักกับ “ว่าวพาราฟอยล์” ซึ่งเป็นชื่อเรียกตรงตัวจากคำภาษาอังกฤษคือ Para foil โดยว่าวพาราฟอยล์ เป็นว่าวที่ได้ทำการพัฒนาปรับปรุงมาจากว่าวแบบเดิม ๆ ที่นิยมเล่นกันมาช้านานตั้งแต่ในอดีตมาสู่ปัจจุบัน หากแต่มันมีความแตกต่างกันตรงที่ว่า ว่าวพาราฟอยล์นั้นไม่มีโครงสร้างที่ไว้ยึดตรึงกับกระดาษ หรือผ้า แต่มีเชือกจูงเส้นเดียวเหมือนว่าวที่เรารู้จักกันดี

คุณลักษณะและข้อดีของว่าวพาราฟอยล์

ขึ้นชื่อว่าว่าว สิ่งที่สำคัญคือการที่มันได้โลดแล่นไปบนท้องฟ้าอย่างสง่างาม พลิ้วไหว เมื่อยามเวลาที่มันโต้สายลม ว่าวพาราฟอยล์จึงถูกประดิษฐ์คิดค้นให้ไร้โครง มีแนวแบ่งเป็นร่อง ๆ ซึ่งเรียกันว่าเซลล์ เมื่อลมถูกพัดพาให้เข้าไปทางช่องเปิดด้านหน้าเหล่านั้น จะเป็นการช่วยพยุงตัวว่าวได้เป็นอย่างดี ทำให้เกิดความเสถียร ด้วยเพราะลมที่พัดผ่านไปในเซลล์ทำให้เกิดแรงดันอากาศ และทำให้แรงดันอากาศภายในเซลล์เหล่านั้นสูงกว่าแรงดันอากาศบริเวณภายนอก ส่วนด้านล่างของว่าวจะถูกทำเป็นรูปสามเหลี่ยม ที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า flare ไว้สำหรับผูกรั้งกับเชือกว่าว

ในเรื่องของรูปร่างก็แล้วแต่จะตัดผืนผ้าในลักษณะใด มีทั้งที่เป็นสีเหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า เป็นต้น และส่วนมากมักจัดทำขึ้น จากผืนผ้าของว่าว ที่มีสีสันฉูดฉาดร้อนแรง เวลามองขึ้นไปเหมือนเป็นการเพิ่มสีสันบนท้องฟ้าไปด้วย และด้วยการที่ไม่ต้องมีตัวโครง ทำให้เรื่องของการจัดเก็บเป็นไปได้ง่าย ใช้การพับเหมือนเวลาเราพับผ้า และการพกพาไปยังสถานที่ต่าง ๆ ก็ทำให้ได้รับความสะดวกมากกว่าว่าวที่มีโครงสร้าง ถ้ายิ่งมีขนาดใหญ่ โครงสร้างก็จะใหญ่ตามไปด้วย  จึงเป็นข้อจำกัดของว่าวที่มีโครง แต่สำหรับว่าวพาราฟอยล์ การจะพาไปไหนต่อไหนด้วยนั้นแสนจะง่ายดาย และนอกจากนี้ ว่าวพาราฟอยล์หากจัดทำให้มีขนาดใหญ่รองรับน้ำหนักคน ให้ขึ้นไปโลดแล่นพร้อมกับพวกมันได้อีกด้วย ไปไหนไปด้วยกันได้ในทุก ๆ ที่จริง ๆ

 

post

ว่าวไทย กับภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

                คนไทยแทบจะทุกคนและเกือบจะทุกชนชั้นก็ว่าได้ น้อยนักที่จะพูดคำว่า ไม่รู้จักว่าว เพราะว่าวถือกำเนิดและเติบโตมาพร้อม ๆ กันกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ เพียงแต่ด้วยยุค ด้วยสมัยที่ทำให้ว่าวมีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นทางด้านรูปแบบ วัสดุในการนำมาผสมผสาน ลวดลาย สีสัน ด้วยการผิดแผกแตกต่างกันไปนานา นับประการนั้น ก็เป็นไปตามความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของผู้ประดิษฐ์ ผู้จัดทำ บ้างก็แล้วแต่ตามความนิยม ความชื่นชอบ หรือ เป็นไปตามช่วงกาลเวลาต่าง ๆ แต่เมื่อได้ลองพิจารณาโดยภาพรวมแล้วนั้น ว่าวก็ยังถือได้ว่า มีลักษณะรูปร่าง รูปแบบ วิธีการต่าง ๆ ที่ก่อเกิดเป็นว่าวมาได้นั้น มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นว่าวจากจังหวัดใด ภูมิภาคใด หรือแม้แต่ว่าวต่างแดนจากทั่วทุกประเทศก็ตาม ซึ่งก็จะเป็นการบ่งบอกถึงวัฒนธรรมของแหล่งชุมชนนั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสมลงตัว ตามภูมิปัญญาอันถือกำเนิดจากท้องถิ่น ที่อยู่อาศัยโดยรอบตัว นำมาพัฒนา ผสมผสานปรับแต่ง ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ เป็นการต่อยอดให้กับท้องถิ่น  


ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับว่าว

 

                ในอดีต เราคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า เส้นทางต่าง ๆ ยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง รวมถึงอาวุธยุทธ์โทปกรณ์ ก็ไม่ได้อำนวยความสะดวกสบายได้เหมือนในปัจจุบัน การทำศึกสงครามเพื่อปกป้องอารยประเทศจึงต้องคิดค้นหาวิธีการ ต่าง ๆ กำจัดข้าศึก ว่าวจึงได้ถูกนำมาเป็นเครื่องมือ และอุบาย เพื่อจัดการข้าศึกศัตรูฝ่ายตรงข้ามให้พ่ายแพ้ กล่าวโดย ได้นำหม้อดิน มาบรรจุดินดำ แล้วผูกกับสายป่านของว่าวไปถึงหม้อดินดำที่ใช้เป็นระเบิด ให้ตกไปไหม้บ้านเมืองของฝ่ายศัตรูนั่นเอง ซึ่งจากประวัติศาสตร์ศึกครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ว่าวจุฬาได้ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรก

ว่าวจากการใช้วัสดุธรรมชาติพื้นบ้าน

 

                ส่วนใหญ่ภูมิปัญญาของผู้คนเกิดจากการนำสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัว นำมาจัดสรร  ประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะของใช้ ของเล่น หรือแม้แต่ของกิน  ซึ่งว่าวก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านได้นำวัสดุท้องถิ่น อย่างเช่น การใช้ใบตองตึง ในการทำตัวว่าว โดยใบตองตึงเป็นใบไม้ที่พบมากทางภาคอีสาน ใช้ห่อสิ่งของต่าง ๆ แทนพวกถุงกระดาษ ถุงพลาสติกในปัจจุบัน เพราะมีลักษณะเป็นใบใหญ่ ๆ นำมาตากแดดให้แห้ง ติดเชือกต่อหาง ให้เด็ก ๆ ได้เล่นกันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน เรียกกันว่า ว่าวใบไม้ เป็นการทำว่าวแบบลักษณะง่าย ๆ หรือการใช้วัสดุพื้นบ้านที่หาได้ง่าย อย่างไม้ไผ่จากต้นไผ่ที่มีขึ้นเองตามป่าเขา นำมาเหลาทำโครงของตัวว่าว ได้อย่างดีเยี่ยม และลงตัวอย่างมาก มาจนถึงปัจจุบัน เพราะไม้ไผ่มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถเหลาได้ทุกขนาดตามความต้องการนั่นเอง

 

นอกจากวัสดุที่นำมาประกอบทำเป็นว่าวแล้ว องค์ประกอบอื่น ๆ ในการที่จะทำให้ว่าวมีประสิทธิภาพ คือ แรงลม และ สายป่านที่เหนียวพอที่จะต้านแรงลม รวมถึงทักษะ ฝีมือในการกำหนดทิศทาง และให้ว่าวสามารถอยู่ในอากาศได้นานตามต้องการอีกด้วย  ซึ่งถือเป็นความท้าทาย และถือเป็นการคอยพัฒนาภูมิปัญญาที่มีอยู่โดยรอบให้มีประสิทธิผลมากยิ่ง ๆ ขึ้นเราควรช่วยกันรักษาดูแลมรดกทางภูมิปัญญานี้ไว้ให้คงอยู่ไปสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน ให้ยาวนานที่สุดด้วยความภาคภูมิใจ

post

ว่าว 5 ภาค บ่งบอกวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของแต่ละภูมิภาคของไทย


จากที่เราได้ทราบกันดีถึงประวัติของว่าวที่มีกันมาช้านานตั้งแต่สมัยสุโขทัย ทำให้ว่าวได้กระจ่ายไปทั่วทุกภูมิภาคของบ้านเมืองเรา ได้รับความนิยมตั้งแต่ระดับสามัญชนไปจนถึงชั้นเจ้านาย เจ้าแผ่นดิน ว่าวในแต่ละภูมิภาคก็จะมีเอกลักษณ์ มีความแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น และตามสภาพแวดล้อม

ว่าวของภาคเหนือ

ทางภาคเหนือนั้นมีการทำว่าวรูปแบบที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ใช้โครงไม้ไผ่นำมาไขว้กัน โดยมีหนึ่งอันเป็นแกนกลาง และอีกหนึ่งอันนำมาโค้งเป็นปีกว่าว และจะไม่ได้ใช้เชือกผูกหรือมัด แต่ใช้เป็นกระดาษปิดทับไปกับโครงไม้เลย รูปร่างของว่าวจะคล้าย ๆ กับว่าวปักเป้า และว่าวอีลุ้มของทางภาคกลาง แต่จะไม่มีหาง จะมีแต่ภู่ แต่ก็จะใช้เป็นภู่เพียงชนิดเดียวจะไม่มีหลายแบบเหมือนของภาคกลาง ผู้คนส่วนมากนิยมเล่นว่าวในแบบพื้นเมืองของพวกเค้า โดยที่นิยมมากที่สุด คือว่าวสองห้อง หรือที่ภาคกลางเรียกว่า ว่าวดุ๊ยดุ่ย  ปัจจุบันนี้ทางภาคเหนือได้มีการดัดแปลงจากว่าวพื้นเมือง มาเป็นว่าวล้านนา เรียกว่าว่าวฮม หรือ โคมลอย นั่นเอง โดยใช้ความร้อนในการพยุงให้ลอยขึ้นไปในอากาศแบบไม่มีเชือกผูกว่าวไว้  คล้าย ๆ  กับบอลลูนของชาวต่างชาติ

ว่าวของภาคกลาง

สืบเนื่องมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ที่ชาวเมืองมีความนิยมชมชอบการเล่นว่าวเป็นอย่างมาก และมีรูปแบบต่าง ๆ กันเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นว่าวรูปแบบดั้งเดิม เช่น ว่าวปักเป้า ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวอีลุ้ม นอกจากนี้ก็มีว่าวรูปแบบใหม่ ๆ  ที่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ เช่น ว่าวงู ว่าวนกยูง ว่าวผีเสื้อ เป็นต้น แต่มาในสมัยของพระเจ้าอู่ทองได้มีการห้ามมิให้มีการเล่นว่าวใกล้พระบรมมหาราชวัง เพราะว่าวจะลอยไปติดตามยอดปราสาทเกิดความเสียหายนั่นเอง ในช่วงหนึ่งนั้นชาวต่างชาติจะพบเห็น การเล่นว่าวทั่วไปตามท้องสนามหลวง โดยในสมัยตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ได้ทรงมีพระบรมราชานุญาติ ให้ประชาชนเล่นว่าวได้ที่ท้องสนามหลวง จึงเป็นเหมือนสัญญาลักษณ์ และเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติไปเสียแล้ว โดยว่าวที่นิยมและถือเป็นลักษณะว่าวของภาคกลางคือว่าวปักเป้า ซึ่งจะมีอาวุธที่ใช้โจมตีคู่ต่อสู้ ที่เรียกว่า เหนี่ยง โดยจะมีสายทุ้งและสายยืน ซึ่งสายทุ้งจะมีลักษณะที่ยาวกว่าสายยืนสักเล็กน้อย แต่ก็ใหญ่และแข็งแรงพอที่จะจัดการเหนี่ยวรั้งว่าวจุฬาทำให้เสียการทรงตัวแล้วล่วงตกลงในที่สุด

ว่าวของภาคตะวันออก

ว่าวของภูมิภาคนี้ ที่มักนิยมเล่นกัน ก็จำพวก ว่าวอีลุ้ม ว่าวหาง ว่าวหัวแตก ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวใบมะกอก เป็นต้น ซึ่งเป็นว่าวในรูปแบบดั้งเดิม พื้นบ้าน หรือลักษณะว่าวของภาคอื่น ๆ โดยไม่นิยมที่จะเล่นว่าวที่เป็นรูปลักษณ์จากของต่างประเทศ

ว่าวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผู้คนส่วนมากนิยมเล่นว่าวพื้นเมืองมากที่สุด คือว่าวสองห้อง หรือที่ภาคกลางเรียกว่า ว่าวดุ๊ยดุ่ย รองมาคือว่าวอีลุ้ม ว่าวประทุน และเมื่อถึงเทศกาลงานบุญ เช่น งานบุญกุ้มข้าวใหญ่ ประชาชนมักจะจัดให้มีการแข่งขันว่าว โดยมีการกำหนดการตัดสินที่หลากหลายกันไป เช่น ความสวยงาม หรือว่าวที่ขึ้นลมได้สูงที่สุด ว่าวที่มีเสียงดังและไพเราะที่สุด เป็นต้น

ว่าวของภาคใต้

การเล่นว่าวในภาคนี้นิยมเล่นเพื่อสร้างความสนุกสนาน โดยมีว่าวที่นิยมอยู่หลายชนิด เช่น ว่าววงเดือน ว่าวปักเป้า ว่าวนก ว่าวหลา (ว่าวจุฬา) ว่าวอีลุ้ม ว่าวงู ว่าวคน ว่าวกระบอก เป็นต้น แต่ว่าวที่นิยมมากที่สุดคือ ว่าววงเดือน โดยจะทำการชักว่าวให้ขึ้นค้างคืนไว้ แล้วเอาลงในอีกวันถัดไป เมื่อว่าวของใครอยู่ได้นานกว่าถือว่าชนะ นอกจากนี้จะนิยมประชันว่าว่าวของใครจะมีเสียงแอกดังและไพเราะกว่ากัน จังหวัดสงขลามีผู้นิยมเล่นว่าวเป็นจำนวนมาก และมีรูปร่างว่าวต่าง ๆ ส่วนในพื้นที่ที่อยู่ถัดลงไปจากสงขลา จะนิยมเล่นว่าววงเดือนมากกว่าว่าวแบบอื่น และมักจะนิยมติดแอกหรือที่เรียกกันว่า สะนู หรือ ธนู ไว้บริเวณส่วนหัวของว่าว

จะเห็นได้ว่าว่าวไทยมีอยู่ทั่วไปทุกภาค นอกจากเป็นกีฬาแล้วก็ยังสร้างความสนุกสนานเพลินเพลินให้ทั้งผู้เล่นและผู้ชมอีกด้วย  ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจในภูมิปัญญา และการเล่นกีฬาพื้นบ้านของคนไทย

 

post

ว่าวกับอารยะธรรมของชาวญี่ปุ่นที่ประสานกันได้อย่างลงตัว


ที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีว่าวเหมือนกับอีกหลาย ๆ ประเทศ แล้วว่าวก็มีรูปทรงที่หลากหลายมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นว่าวทรงสีเหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า หกเหลี่ยม และว่าวที่เป็นรูปทรงตามลวดลายบนตัวว่าว ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าวว่า Tako และด้วยรูปทรงและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ ทำให้ได้ต้องซื้อหากันไว้เป็นของที่ระลึกกันเลย นอกจากตัวว่าวจริง ๆ แล้ว ก็ยังมีว่าวจำลองขนาดเล็ก และที่นำมาทำเป็นพวงกุญแจว่าวให้ได้หาซื้อเป็นของฝากกันไป อยากรู้แล้วว่าเค้ายังมีอะไรให้ค้นหาเกี่ยวกับว่าวในประเทศญี่ปุ่นอีกบ้าง

จุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของว่าวญี่ปุ่น

คนในสมัยโบราณใช้ว่าวเป็นเครื่องสักกะระต่อเทพเจ้าของพวกเค้า ความเชื่อในเรื่องการสักกะระที่ว่า ว่าวจะทำให้พวกเค้าได้ใกล้ชิดกับเทพเจ้าที่เคารพที่อยู่บนท้องฟ้า และในสมัยเอโดะ การที่ว่าวลอยพลิ้วอยู่บนท้องฟ้านั้น หมายถึงความเจริญรุ่งเรืองเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงกิจการเติบโต การนำโชคอีกด้วย ว่าวจึงไม่ได้มีไว้เพียงให้เด็ก ๆ ได้เล่นสนุกเพียงอย่างเดียว ทำให้มีการแข่งขันกันทั้งขนาด ความใหญ่ ความสวยงาม นอกจากนี้ว่าวยังเป็นเครื่องขอพรให้ลูกหลานเจริญเติบโต ปลอดภัย แข็งแรง และประสบความสำเร็จต่าง ๆ จนมีเทศกาลที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น

งานเทศกาล ฮะมะมัตสึ

เทศกาล ฮะมะมัตสึ  (HAMAMATSU) เป็นเทศกาลที่มีมายาวนานกว่า 450 ปีแล้ว ด้วยภูมิภาคเป็นเมืองที่มีลมพัดแรง โดยผู้ครองปราสาทฮิคิมะ ได้มีการนำว่าวขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการแทนคำขอบคุณต่อเทพเจ้าที่ได้ทรงประทานลูกชายคนโตให้กับเค้า แล้วก็กลายเป็นเทศกาลเพื่อเฉลิมฉลองให้ลูกคนแรกที่เกิดในปีนั้น ๆ เพื่ออธิษฐานให้พวกเค้าเติบโตแข็งแรง และยังกลายเป็นสนามแข่งว่าวที่มีการนำว่าวยักษ์ มาแข่งกันว่าว่าวของใครจะมีขนาดที่ใหญ่ที่สุด โดยว่าวส่วนใหญ่มักจะนิยมตกแต่งเป็นรูปเทพเจ้าของพวกเค้า ซึ่งจะมีขึ้นในทุก วันที่ 3 – 5 พฤษภาคม ของทุกปี บริเวณเนินทรายเมืองฮามามัตสึ จังหวัดชิซึโอกะ ภูมิภาคคันโต  ในตอนกลางวันผู้คนจากต่างสถานที่ ต่างเมือง กว่า 170 เมือง จะต่อสู้แข่งขันกันโดยให้ว่าวของตัวเองนั้นขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนบรรดาผู้มาเยือนจะได้เห็นภาพว่าวชักขึ้นทั่วท้องฟ้าเต็มไปหมดซึ่งเป็นไฮไลท์ของงาน และเป็นมุมถ่ายภาพให้ได้ฟินกันไปเลย ก่อนที่จะถึงในช่วงกลางคืนของงาน ที่จะมีการเดินขบวนแห่ของรถไปทั่วเมือง โดยรถลากมีชื่อเรียกว่าโคเทนยะได (GOTEN YATAI) ที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายกับปราสาทราชวัง ประดับด้วยโคมไฟสวยงาม  เด็ก ๆ  ที่นั่งอยู่บนรถจะทำการแสดงดนตรีโบราณเป็นการสร้างสีสัน  นอกจากนี้ยังมีทีมเต้นรำ ชื่อ เนะริ อยู่ด้านหน้า และ ยังมีทีมดึงรถเทศกาล คอยช่วยกันดึงอยู่ด้านหลัง ทั้งนี้งานเทศกาล ฮะมะมัตสึ เป็นงานที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ในแต่ละปีเป็นล้านคนเลยทีเดียว

ทั้งนี้ ในประเทศญี่ปุ่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ เด็ก ๆ มักจะมีการละเล่นของโบราณ เช่น ลูกข่าง บัตรอิโระฮะคะรุตะ และ ว่าว ซึ่งการละเล่นนี้สร้างความเพลิดเพลินทั้งการเล่นชักว่าว และการตกแต่งว่าวด้วยภาพและลวดลายต่าง ๆ และในโตเกียว มีอาคารที่นิฮอนบะชิ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ว่าวที่ซ่อนตัวอยู่  ถือได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ของว่าวโบราณ ในพิพิธภัณฑ์ว่าวนี้มีว่าวประดับประดาไปทั่วทุกที่ที่เป็นไปได้ที่จะมีให้พวกว่าวได้อยู่ เหมือนเมืองของเด็กเล่นโบราณ มีทุกรูปทรง ทุกสีสัน เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเก่าแก่โบราณย้อนยุค รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับว่าวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบพวกมัน

 

post

ไปดูคนไทยเค้าเล่นว่าวกันช่วงไหนกันบ้าง


ประเทศไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตลมมรสุม ทำให้กีฬาเล่นว่าวที่มีมาแต่ช้านานแล้วนั้นเป็นที่นิยมกันทุกภาคของประเทศไทย และทุกชนชั้นนับตั้งแต่องค์พระมหากษัตริย์ลงมาจนถึงคนสามัญทั่วไป แล้วยังใช้ประโยชน์อื่น ๆ จากว่าว นอกจากความเพลิดเพลินอีกด้วย โอกาสสำหรับการเล่นว่าวไม่ได้อำนวยให้เสมอ หากแต่มีฤดูกาลของมัน แน่นอนจะเล่นว่าวให้สนุกต้องดูเรื่องของกระแสลม

กระแสลมจะมีอยู่ 2 ระยะ คือ

          ฤดูหนาว

ลมจะทำการพัดจากผืนแผ่นดินเพื่อลงสู่ท้องทะเล คือ จะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าผู้คนทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะยังคงนิยมเล่นว่าวในหน้าหนาว ประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์

          ฤดูร้อน

ในช่วงฤดูร้อน จะมีลมทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้จากทางทะเล พัดเข้าสู่ผืนแผ่นดิน หรือที่เราเรียกกันว่า ลมตะเภา ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูการเล่นว่าวของชาวภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคใต้ ซึ่งจะอยู่ในช่วงของเดือนมีนาคม ถึง เมษายน และมักจะนิยมเรียกกันว่า ลมว่าว

วิธีเล่นว่าวของไทย มีอยู่ 3 วิธี คือ

  1. การชักให้ว่าวลอยลมอยู่กับที่ เพื่อมองดูความสวยงามและความพลิ้วไหวของว่าว
  2. การบังคับว่าวให้เคลื่อนที่ไปมาตามความต้องการ เช่น ความสูงต่ำ การฉวัดเฉวียงไปมา และบางครั้งก็จะมีในเรื่องของเสียงเข้ามาสร้างความไพเราะ
  3. การต่อสู่แข่งขันกลางอากาศ

ทั้งนี้การเล่นว่าวใน 2 ชนิดแรกจะเน้นในเรื่องของความสวยงามตามท้องถิ่นและภูมิปัญญา โดยจะมี

หลายหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ส่วนการเล่นว่าวในลำดับสุดท้ายจะยังคงนิยมกันมาจากอดีตจนปัจจุบันคือการแข่งขันว่าวจุฬาและปักเป้า ซึ่งว่าวจุฬาจะมีขนาดใหญ่กว่าว่าวปักเป้าถึง 2 เท่า โดยว่าวจุฬามีอาวุธคือ จำปา ส่วนว่าวปักเป้ามีอาวุธคือเหนียง ต่างคนต่างต้องเกี่ยวให้อีกฝ่ายร่วงตกลงมา ฝ่ายที่ยังคงอยู่บนท้องฟ้าจะเป็นฝ่ายชนะ นอกจากการแข่งขันว่าวแบบว่าวจุฬากับว่าวปักเป้านี้แล้ว ก็ยังมีการแข่งแบบอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ เช่น การชักว่าวแข่งความสูง การแข่งขันด้านความสวยงาม การแข่งขันเรื่องเสียงดัง เสียงไพเราะ เหมือนว่าวที่ติดดุ๊ยดุ่ย หรือติดแอก แบบของทางภาคใต้นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าในหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ ๑๓ กล่าวถึงการเล่นว่าวไว้ว่า “ปรากฏหลักฐานการเล่นว่าวว่ามีมาแต่กรุงสุโขทัย เป็นว่าวที่ส่งเสียงดังเวลาลอยอยู่ในอากาศ เรียกว่า “ว่าวหง่าว” ในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ปรากฏตามหลักฐานของชาวต่างประเทศว่า “ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามปรากฏในท้องฟ้าทุกคืนตลอดเวลาระยะ 2  เดือน…” จากหลักฐานข้างต้นแสดงให้เห็นว่าชาวไทยรู้จักการเล่นว่าวมาไม่ต่ำกว่า 7๐๐ ปีแล้ว  และควรสืบสานและอนุรักษ์การเล่นว่าวของไทยให้คงอยู่ต่อไป

 

post

ว่าวควายเอกลักษณ์แห่งตำนานเมืองสตูล ที่อยู่คู่แดนใต้มายาวนาน


สตูลเป็นเมืองที่มีคำขวัญว่า “สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์”  ซึ่งคำขวัญนี้เมื่ออ่านแล้วกลับมองได้เห็นภาพถึงสิ่งที่เขียนได้ในทันที การดำรงชีพท่ามกลางธรรมชาติอย่างพอเพียงทำให้สตูลเป็นอีกเมืองที่น่าค้นหา นอกจากธรรมชาติแล้ว สตูลยังมีประเพณีที่น่าสนใจอีกอย่างคือ งานว่าวประเพณี โดยความเป็นมาของงานแข่งขันว่าวนั้นมีมาตั้งแต่ ปี 2519 ซึ่งได้จัดขึ้นที่สนามบินจังหวัดสตูล และมีงานต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนตำบลได้ให้ความสำคัญกับประเพณีนี้เป็นอย่างดี ด้วยเห็นคุณค่าในว่าวไทย และน่าจะเป็นส่วนที่จะทำให้สตูลเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการเชื้อเชิญนักว่าวจากทั่วประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมงาน 

“ว่าวควาย” เป็นว่าวอีกแบบที่เป็นที่นิยม และเหมือนจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสตูลไปเสียแล้ว หรือเปรียบเสมือนว่าวดุ๊ยดุ่ยของภาคใต้ตอนบน ถึงแม้ที่จริงแล้วก็มีว่าวในรูปแบบอื่นอยู่ด้วยก็ตาม และปัจจุบันว่าวควายได้เป็นที่รู้จักทั่วไป ว่าวหัวควาย หรือว่าวควายเป็นว่าวที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างว่าวหลา หรือว่าวจุฬา กับว่าววงเดือน โดยเปลี่ยนจากวงเดือนเป็นรูปหัวควายแทน และติดแอกด้วย โดยสมัยก่อนสตูลใช้ควายไถนาพอไถเสร็จก็ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็นั่งเลี้ยงควาย ดูแลควายและคิดจะตอบแทนบุญคุณควาย จึงได้ความคิดการทำว่าวเป็นรูปหัวควาย เหมือนควายกำลังก้ม ว่าวควายเป็นว่าวที่ถือว่าสมบูรณ์แบบ เพราะมีหัว มีหู มีจมูก มีเสียง การทำว่าวควายที่ดีต้องทำจากไม้ไผ่สีสุกเท่านั้น และควรเป็นไผ่ที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป ไผ่แก่เกินไปก็ไม่ดี อ่อนเกินไปก็ไม่ดี

ลักษณะของว่าวควาย

ว่าวควายจะมีรูปลักษณ์ตอนบนมีปีกโค้ง ตอนล่างทำโครงเป็นรูปร่างหัวควาย มีเขายาวโค้งรับกับปีกบน ความยาวของปีกจะมีขนาดต่ำสุดประมาณ 1.20 เมตร ส่วนหัวจะติดแอกเพื่อให้เกิดเสียงดังคล้ายเสียงของควาย ทำจากกระดาษฟางซึ่งตอนนี้หาได้ยากขึ้น โดยว่าวควายเมื่อถูกปล่อยขึ้นฟ้าแล้วต้องส่าย ถ้าไม่ส่าย แสดงว่าใช้ไม่ได้ เพราะว่าวควายเป็นว่าวที่เลียนแบบควาย ด้วยเพราะลักษณะของควายเวลากินหญ้าจะชอบส่ายหัวไปมา

การแข่งขัน

การแข่งขันจะมีหลายประเภท จะวัดกันเมื่อนำเชือกมาผูกหลักเหมือนเวลาเรานำควายไปผูกปลักให้กินหญ้า การเหวี่ยงซ้ายขวาต้องเท่า ๆ กัน ถ้าแข่งแบบประเภทความสูงก็จะมีความสูงที่ 90 องศา ตัวไหนถึง 90 องศาก่อนก็จะชนะไป                

สตูลถือได้ว่าเป็นจังหวัดแรกเริ่มในการทำว่าวควายและนำมาใช้แข่งขันเป็นแบบประเภทเสียงดังไพเราะ และมีการดูลักษณะการลอยตัวของว่าว โดยถือเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนว่าวอื่น