post

ว่าวแบบ Flat Kite คืออะไร? มาทำความรู้จักกัน

ว่าวแบบ Flat เป็นว่าวพื้นฐานที่สามารถทำได้ง่ายและไม่ซับซ้อน โดยเป็นว่าวชั้นเดียว มีกล่องและสายป่านว่าวที่ช่วยให้ว่าวสามารถลอยขึ้นไปบนอากาศได้อย่างสมดุล อาจจะมีการเพิ่มหาง กระดูกงูหรือช่องรับลมให้ว่าวแบบ Flat ทรงตัวได้ดีขึ้นและมีความสวยงามมากขึ้น ด้วยความที่ว่าวแบบ Flat เป็นว่าวรูปแบบดั้งเดิม จึงได้มีการต่อยอดออกเป็นว่าวที่มีรูปทรงมากมายหลากหลาย หนึ่งรูปทรงที่เป็นที่นิยมมาก ๆ ก็คือว่าวทรงเพชร ว่าว Della Porta ที่เป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมมุมฉากจากทางตะวันตก ส่วนว่าวแบบ Flat อีกรูปแบบหนึ่งก็คือทรง Arch top จากประเทศอังกฤษที่มีรูปทรงคล้ายเพชรแต่ด้านหัวของว่าวจะเป็นทรงมนครึ่งวงกลมแทน

วิธีการทำว่าวแบบ Flat อย่างง่าย ๆ

  1. สร้างกรอบว่าว

ก่อนอื่นเราต้องสร้างกรอบว่าวด้วยไม้ที่มีความยาว 20 ซม. และไม้ที่มีความยาว 61 ซม. มาไขว้กันเป็นรูปตัว T พิมพ์เล็ก แต่หากอยากได้ว่าวที่มีขนาดใหญ่กว่านี้ ก็สามารถเลือกไม้ที่มีความยาวมากขึ้นได้ โดยไม้ด้านสั้นจะต้องสั้นกว่าด้านยาวประมาณ 10 ซม. เพื่อให้กรอบว่าวออกมาสมดุล จากนั้นก็ทำให้ไม้ทั้ง 2 แท่งยึดติดกันด้วยการใช้กาวหรือผูกเชือก และบากมุมของไม้ทั้ง 4 ด้านให้มีร่องสำหรับมัดเชือกเพื่อล้อมกรอบว่าวให้เป็นรูปเพชร (ไม้ 1 ด้านจะถูกบาก 2 รอย ที่ด้านบนและด้านล่างของไม้)

  1. วัดและตัดกระดาษว่าว

เราสามารถใช้วัสดุมากมายที่มีน้ำหนักเบามาทำเป็นกระดาษว่าวได้ เช่น กระดาษสาหรือพลาสติกที่มีมีความกว้างขนาด 100 ซม. เราจะทำการวัดกระดาษหรือพลาสติกสำหรับทำว่าวด้วยการวางว่าวที่เราทำกรอบเอาไว้แล้วบนกระดาษหรือพลาสติกดังกล่าว และใช้ไม้บรรทัดกับปากกา วาดลงบนกะดาษตามกรอบว่าว ก่อนจะใช้กรรไกรตัดให้เลยออกมาจากกรอบที่เราวาดไว้ประมาณ 5.1 ซม. เพื่อให้เรามีกระดาษหรือพลาสติกเหลือในการห่อรอบกรอบว่าว

  1. ประกอบว่าว

วางกรอบว่าวลงบนกลางกระดาษ ก่อนจะค่อย ๆ ห่อกระดาษหรือพลาสติกว่าวเข้ามาครอบกรอบว่าวและใช้กาวหรือเทปกาวยึดให้กระดาษติดกัน

  1. ติดสายป่านว่าว

เจาะด้านหน้าของว่าว ตรงที่แท่งไม้ไขว้กัน เพื่อใส่สายป่านว่าวลอดเข้าไปผูกติดกับกรอบว่าวด้านหลัง  ทำให้สายป่านว่าวติดกับตัวว่ายได้ดีขึ้น หรือจะเพิ่มสายป่านว่าวผูกกับด้านมุมขวา มุมซ้ายและด้านบนของว่าวในแนวตั้ง จากนั้นก็นำสายทั้ง 4 สายมามัดรวมกันตรงกลางโดยเว้นระยะห่างออกมาจากตัวว่าวนิดหน่อย เพื่อทำให้ว่าวทรงตัวได้ดีขึ้นบนสายลมด้วยก็ได้

นอกจากนั้น เรายังสามารถติดหางโบว์ให้ว่าวแบบ Flat ของเราดูสมบูรณ์แบบมากขึ้นได้อีกด้วย โดยการใช้ผ้าที่มีความเบายาว 1 เส้น และผ้าสั้น ๆ สำหรับผูกโบว์ตามผ้ายาว จากนั้นก็ติดผ้ายาวเข้าไปที่ด้านล่างของว่าว เพียงแค่นี้ว่าวของเราก็จะน่ารักขึ้นมาแล้ว ทำง่ายขนาดนี้ อย่าลืมลองชวนเพื่อน ๆ หรือคนในครอบครัวมาทำว่าวไปเล่นกันในวันหยุดนี้นะ รับรองว่าสนุกแน่นอน

post

พื้นฐานของการออกแบบว่าวแบบสากล

แม้ว่าว่าวแบบสามเหลี่ยมอันแสนคลาสสิคยังเป็นที่นิยมอยู่ แต่ด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันก็ทำให้มีว่าวมากมายหลากหลายรูปแบบที่ออกแบบมาสำหรับวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไป เช่น ว่าวที่มีรูปทรงเหมือนกล่อง ว่าวรูปทรงกระบอก ว่าวรูปปลาหมึก ว่าวพาราฟอล์ย หรือว่าวรูปเรือ เป็นต้น เรียกได้ว่าทุกสิ่งที่เราเคยเห็นสามารถนำมาออกแบบเป็นว่าวได้ทั้งหมด สาเหตุที่มีรูปแบบว่าวมากขนาดนี้ไม่ใช่เพียงเพื่อแค่สร้างความบันเทิงอย่างเดียว แต่ว่าวยังสามารถถูกออกแบบมาเพื่อใช้ในการแข่งขันกีฬาอีกด้วย เรียกได้ว่าว่าวที่เต็มไปด้วยสีสันและรูปทรงอันเต็มไปด้วยจินตนาการก็ช่วยทำให้ว่าวสามารถเอาชนะคู่แข่งและทำผู้ชมเพลิดเพลินได้ในเวลาเดียวกัน มาดูกันดีกว่าว่าเราสามารถแบ่งประเภทพื้นฐานว่าวสากลได้อย่างไรบ้าง และว่าวแต่ละชนิดสามารถลอยขึ้นไปบนฟ้าได้อย่างไร

  1. ว่าวสายเดี่ยว (Single Line Kites)

ว่าวสายเดี่ยวก็คือว่าวที่มีสายป่านว่าวเส้นเดียวผูกกับตัวว่าว สามารถลอยขึ้นไปบนอากาศได้ง่ายกว่าว่าวชนิดอื่น อีกทั้งยังทำไม่ยากและราคาไม่แพง ว่าวสายเดี่ยวนี้มีทั้งว่าวแบบแบนที่มีชั้นเดียว หรือว่าวที่ประกอบกันด้วยชั้นหลายชั้น ซึ่งอาจจะโยงด้วยสายป่านหลายสาย แต่สายป่านหลายสายนั้นจะต้องมารวมกันเป็นสายเดียวลงมาเสมอ (bridle point) ซึ่งจุดรวมกันของสายป่านว่าว (bridle point) นี้สามารถปรับขึ้นเพื่อให้ว่าวสามารถลอยได้ดีในวันที่มีลมเล็กน้อย หากมีลมแรงก็สามารถปรับลงมาเพื่อให้ว่าวสามารถควบคุมได้ง่ายขึ้น  ปัจจุบันมีการออกแบบลวดลายว่าวสายเดี่ยว (Single Line Kites) ออกมามากมาย ตั้งแต่ขนาดเล็ก ๆ ไปจนถึงขนาดใหญ่ถึง 3 เมตรเลยทีเดียว

  1. ว่าวสายคู่ (Dual Line Kites)

ว่าวสายคู่ (Dual Line Kites) ถูกออกแบบมาให้ผู้ควบคุมว่าวสามารถคุมการเคลื่อนไหวของว่าวบนอากาศได้ดียิ่งขึ้น ผู้เล่นจะต้องฝึกและเรียนรู้การควบคุมว่าวแบบสายป่านคู่นี้สักระยะหนึ่งก่อน เพราะมีความยากง่ายต่างกับว่าวแบบสายเดี่ยวอยู่เล็กน้อย หลัก ๆ แล้วผู้เล่นเพียงแค่ต้องจับสายป่านว่าวให้แน่นกว่าปกติเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องปรับขนาดสายอะไรให้วุ่นวายเพิ่มเติมอีก ส่วนมากว่าวแบบสายคู่มักจะใช้ในการประลองว่าวหรือการเล่นว่าวแบบผาดโผน เพราะว่าวแบบนี้จะสามารถเคลื่อนไหวได้ไวมาก บางครั้งสามารถแล่นไปได้เร็วกว่า 50 เมตรต่อชั่วโมงเลยทีเดียว

  1. ว่าวสี่สาย (Quad Line Kites)

เช่นเดียวกับว่าวสายคู่ ว่าวสี่สาย (Quad Line Kites) ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เล่นสามารถควบคุมว่าวของตัวเองได้ดีมากยิ่งขึ้น โดยว่าวแบบนี้มักจะมีสายป่านว่าว 4 สาย แบ่งเป็นด้านขวา 2 สายและด้านซ้ายอีก 2 สาย และต้องใช้ด้ามจับหรือด้ามควบคุมเพื่อช่วยในการควบคุมว่าว โดย 2 สายแรกจะอยู่ด้านบนของว่าว ส่วนอีก 2 สายจะอยู่ด้านล่าง ในส่วนของด้านล่างจะเสมือนเป็นตัวเบรกของว่าว ทำให้ว่าวแล่นช้าลง

ข้อดีของว่าวแบบนี้คือสามารถควบคุมความเร็วของว่าวได้อย่างอิสระ อีกทั้งยังทำให้ว่าวลงจอดได้ง่ายกว่าว่าวชนิดอื่น เหมาะกับการเล่นว่าวผาดโผนและการประลองว่าว

post

เรื่องราวของว่าวในสายลมของสงคราม

นอกจากว่าวจะเป็นอุปกรณ์การละเล่นที่สร้างความสนุกสนาน เหมาะกับทุกเพศทุกวัย และมีประวัติศาสตร์อยู่ทั่วโลกแล้ว ยังมีบันทึกที่แสดงให้เห็นว่าผู้คนในอดีตยังใช้ว่าวในวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกันไปมากมาย หนึ่งในวัตถุประสงค์ที่พบเจอได้บ่อยที่สุดก็คือการใช้ว่าวเพื่อประโยชน์ทางการทหารในช่วงทำสงครามนั่นเอง

การใช้ว่าวเพื่อทำสงครามในทวีปเอเชีย

ประเทศจีนในช่วง 202 ปีก่อนคริสตกาล B. Laufer ได้บันทึกลงไปในหนังสือของเขาที่มีชื่อว่า The Pre-History of Aviation ซึ่งเป็นหนังสือว่าด้วยการบินในช่วงก่อนประวัติศาสตร์ในช่วงราชวงศ์ฮั่น มีกองทหารของนายพลท่านหนึ่งได้ถูกต้อนจนจนมุม ทำได้เขาลองติดเชือก Aeolian ไว้กับว่าว ซึ่งเชือกนี้จะทำให้เกิดเสียงประหลาดขึ้นยามว่าวลอยขึ้นไปบนฟ้า ราวกับเป็นเสียงเตือนจากเทพเจ้า ทำให้ข้าศึกเกิดความหวาดกลัวและหนีไป

ประเทศอินเดียในช่วงปี ค.ศ.1659 จากการพรรณาของ Bill Thomas ในหนังสือที่มีชื่อว่า The Complete World Of Kites ว่าวมีบทบาทสำคัญในสงครามดินแดนระหว่างฮินดูและมุสลิม กษัตริย์ที่มีพระนามว่า Shivaji ใช้ว่าวเพื่อต่อแถวข้ามเหวใกล้ ๆ กับ Poona และจากนั้นภายใต้ความมืดยามค่ำคืน สายป่านได้ถูกเปลี่ยนเป็นเชือกเพื่อให้คนของกษัตริย์ Shivaji สามารถปีนขึ้นไปบนป้อมปราการของศัตรูและจัดการกับพวกทหารที่เฝ้ายามได้

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

กองทัพของประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศส อิตาลีและรัสเซีย ต่างก็ใช้ว่าวเพื่อสอดแนมศัตรูฝ่ายตรงข้ามและทำการส่งสัญญาณให้พวกเดียวกันก่อนยุคที่เทคโนโลยีเครื่องบินจะมาทำให้ว่าวนั้นล้าสมัยไป กองทัพเรือเยอรมันก็ยังคงใช้ว่าวแบบกล่องในการยกทหารขึ้นไปเพื่อเพิ่มความสามารถในการมองเห็นระหว่างที่เดินเรือดำน้ำเหนือน้ำ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

หน่วยงานด้านกองทัพเรือของรัฐบาลอังกฤษได้ริเริ่มการใช้ว่าวในการป้องกันแนวฝั่งจากการโจมตีฝั่งน่านน้ำ โดยว่าวที่ใช้จะเป็นว่าวกล่องคู่แบบ Hargrave ที่มีระเบิดผูกเอาไว้สำหรับช่วยขัดขวางการโจมตีของศัตรูทางอากาศ

แม้กระทั่งทางฝั่งอเมริกาก็มีการเปิดโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนหลักสูตรสร้างแนวป้องกันศัตรูจากบอลลูนและว่าวในเมืองนิวยอร์ก หนึ่งในรูปแบบของว่าวที่มีชื่อเสียงในการทำลายลายศัตรูก็คือว่าวแบบ Saul’s barrage kites โดยว่าวนี้จะผูกกับสายป่านว่าวที่แข็งแรงมากและคมกริบ และสามารถจัดการกับเครื่องบินทิ้งระเบิดได้อย่างดีเยี่ยม

ในส่วนของประเทศเยอรมัน Dr. Henrich Focke ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านเครื่องบิน ได้คิดค้นเครื่องบิน Focke-Achegelis F.A. 330 ซึ่งมีลักษณะเป็นว่าวที่มีปีกหมุนได้ หรือ ว่าว gyroplane มีความสามารถในการหลบหลีกสูงและลอยสูงขึ้นไปได้ด้วยการแรงลากของเรือดำน้ำ ว่าวนี้มีใบมีดหมุนได้ที่ช่วยในการสังเกตการณ์สูงขึ้นไปได้ถึง 50 ฟุตเหนือน้ำทะเล

ถึงแม้ว่าว่าวจะเคยมีบทบาทสำคัญในการทำสงครามทั่วโลก แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าว่าวก็ยังเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างบันเทิงให้เราโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันเมื่อสงครามสงบลง ว่าวกลับเข้ามาช่วยในการเสริมสร้างพัฒนาการของเด็ก ๆ และเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ความสัมพันธ์ในทั้งครอบครัวและระหว่างผองเพื่อนให้แน่นแฟ้นขึ้นอีกด้วย

post

ทำว่าว DIY ง่าย ๆ ด้วยวัสดุรีไซเคิล

ว่าวเป็นของเล่นอย่างหนึ่งที่สนุก อีกทั้งยังเสริมสร้างพัฒนาการของเด็กได้ตั้งแต่ขั้นตอนการประดิษฐ์ว่าวไปจนถึงตอนที่เค้านำว่าวที่เค้าทำเองกับมือออกไปเล่นที่นอกบ้านอย่างสนุกสนาน เราจึงได้นำวิธีการทำว่าว DIY ง่าย ๆ ด้วยวัสดุรีไซเคิลที่หาได้จากในชีวิตประจำวันมาแนะนำ เหมาะสำหรับเด็กหรือพ่อแม่ผู้ปกครองที่อยากใช้เวลาร่วมกับลูกและเสริมสร้างพัฒนาการของเขาให้ก้าวไปอีกขั้นอย่างมีประสิทธิภาพ เอาล่ะ ถ้าพร้อมแล้ว มาทำว่าวกันเถอะ!

  1. ว่าวจากหลอด

แค่นำหลอดดูดน้ำที่ไม่ใช่แล้ว นำมาทำเป็นโครงว่าว ยึดติดกันด้วยกาว จากนั้นก็ทาบลงไปบนกระดาษสาบาง ๆ ตัดกระดาษสาให้ตรงกับโครง จากนั้นก็ตกแต่งตามใจชอบ เพียงแค่นี้ก็จะได้ว่าวจากวัสดุรีไซเคิลที่เหมาะกับเด็กแล้ว

  1. ว่าวสีน้ำ

ใช้กระดาษ A4 ตัดเป็นรูปทรงว่าว จากนั้นก็ระบายสีน้ำลงบนกระดาษตามใจชอบ และเมื่อกระดาษแห้ง ให้เจาะรูตรงมุมด้านล่างขอบกระดาษ จากนั้นร้อยเชือกหนาเข้ากับรูที่เจาะก่อนที่จะนำโบว์ตกแต่งมาติดให้เป็นหางของว่าว

  1. ทำว่าวจากเส้นพาสต้า

เส้นพาสต้าก็นำมาทำเป็นว่าวได้เหมือนกันนะ โดยใช้เส้นพาสต้าแบบเส้นยาว (สปาเกตตี้) ทำเป็นโครงว่าว และใช้กระดาษตกแต่งทาบลงบนโครงและตัดให้เท่ากับโครง ก่อนจะใช้เชือกและพาสต้ารูปโบว์ (ฟาร์ฟาลเล) ตกแต่งทำเป็นหางว่าว

  1. ว่าวจากถุงกระดาษ

ถุงกระดาษแบบมีหูจับก็สามารถนำมาทำเป็นว่าวได้เช่นกัน โดยใช้อุปกรณ์เพียงแค่ถุงกระดาษแบบมีหูจับ เทปกาว สายป่านว่าว กระดาษสายรุ้งและปากกาเมจิกสำหรับตกแต่ง ในส่วนของวิธีการทำก็เริ่มจากตกแต่งถุงกระดาษตามใจชอบ ทำหางว่าวโดยใช้กระดาษสายรุ้งปิดที่ด้านล่างของถุงตามใจชอบ และใช้สายป่านว่าวผูกกับหูถุงกระดาษ เพียงแค่นี้ก็จะได้ว่าวจากวัสดุรีไซเคิลที่สวยไม่เหมือนใครแล้ว

  1. ว่าวกระจกสี เริ่มต้นจากการใช้ถุงพลาสติกสีขุ่น ตัดออกมาให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมเหมือนกระดาษ จากนั้นใช้กระดาษสีดำในการขึ้นโครง และแปะลงไปในกระดาษลอกลาย เมื่อได้กระดาษที่มีลักษณะเป็นว่าวแล้ว ก็ใช้กระดาษสาสีสันต่าง ๆ ตัดเป็นรูปสีเหลี่ยม ติดลงไปในส่วนที่เป็นพลาสติกสีขุ่น ให้คล้ายกับเป็นลายของกระจกสี จากนั้นก็ตัดพลาสติกตามกระดาษสีดำที่เราขึ้นโครงเอาไว้ เพียงแค่นี้ก็ได้ว่าวสำหรับตกแต่งบ้านจากฝีมือเด็ก ๆ แล้ว

แน่นอนว่างานฝีมือทั้งหมดนี้มีบางชิ้นเท่านั้นที่สามารถทำให้ลอยขึ้นไปบนฟ้าได้จริง ๆ บางชิ้นอาจจะใช้ในการตกแต่งหรือเป็นงานฝีมือของคุณหนูเพียงอย่างเดียวก็ได้ แต่การประดิษฐ์ว่าวแบบ DIY เหล่านี้สามารถมีส่วนช่วยในการเพิ่มจินตนาการและสมาธิให้กับเด็กได้ เพราะงานฝีมือแต่ละชิ้น จะกลายเป็นความภาคภูมิใจของพวกเขาอย่างไม่ต้องสงสัย อีกทั้งยังเป็นกิจกรรมครอบครัวสำหรับใช้เวลาร่วมกัน ที่จะช่วยเสริมสร้างความอบอุ่นในครอบครัวอีกด้วย

post

ศาสตร์และศิลป์สำหรับการเล่นว่าว เคล็ดลับที่ช่วยให้เล่นว่าวเก่งขึ้น

ถึงแม้ว่าใครหลายคนอาจจะมองว่าว่าวเป็นของเล่นที่เหมาะกับเด็ก แต่ผู้ใหญ่อย่างเรา ๆ ก็สามารถสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับการเล่นว่าวได้เช่นกัน การเล่นว่าวไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะมีหลายสิ่งที่ต้องคำนึงถึง เรามาดูกันดีกว่าว่าการเล่นว่าวให้สนุกและถูกวิธีตามหลักสากล มีอะไรบ้าง

เลือกอาวุธให้ถูกต้องเหมาะสม

รูปร่างของว่าวเหมาะสมกับความเร็วลมที่แตกต่างกันไป เช่น ว่าวที่มีรูปเพชรจะเหมาะกับสายลมที่มีความเร็วปานกลางและเหมาะสำหรับผู้ที่หัดเล่นว่าวใหม่ ๆ ในขณะที่ว่าวแบบกล่องจะเหมาะกับสายลมแรงและสายลมที่พัดอย่างสม่ำเสมอหรือผู้เล่นที่ค่อนข้างเชี่ยวชาญในการเล่นว่าวแล้ว และสำหรับว่าวแบบสามเหลี่ยม (Delta Kite) ก็เหมาะกับสายลมที่ชายหาด เหมาะกับมือใหม่เช่นเดียวกัน

การปล่อยให้ว่าวลอยขึ้นจากพื้น

นอกเหนือจากคนที่ต้องคอยคุมว่าวแล้ว การส่งว่าวให้ลอยขึ้นไปเหนือสายลมจะต้องมีเพื่อนที่คอยจับตัวว่าวเอาไว้หากสายลมที่มีความเร็วต่ำกว่า 8 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเพื่อช่วยส่งให้ว่าวลอยตัวอยู่เหนือกระแสลม (หรือสังเกตบริเวณที่มีใบไม้ลอยขึ้นจากพื้น) วิธีการที่จะช่วยให้ว่าวลอยตัวขึ้นไปเหนือกระแสลมอย่างถูกต้องก็คือ

  1. ค่อย ๆ ปล่อยสายป่านว่าวออกจากม้วนยาวประมาณ 12 เมตร โดยให้คนถือตัวว่าวเดินไปตามทิศทางลม
  2. คอยสังเกตสัญญาณที่ทำให้รู้ว่าสายลมพัดแรง เช่น ทรายที่ฟุ้งกระจาย ใบไม้ที่ดังกรอบแกรบ และวิ่งเข้าใส่สายลมทันที ขณะที่ให้เพื่อนปล่อยมือจากว่าว
  3. ห้ามปล่อยสายป่านว่าวออกมาเพิ่มจนกว่าว่าวจะสามารถลอยตัวนิ่ง สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ เหนือกระแสลม

เลือกสถานที่ให้ถูกต้องและยืนให้ถูกที่

ควรเลือกสถานที่ที่เปิดโล่ง มีพื้นที่มากพอ เช่น สวนสาธารณะหรือชายหาดที่ไม่มีสิ่งกีดขวางเช่น สายไฟและตึกสูงอยู่ใกล้ ๆ เมื่อว่าวลอยขึ้นไปเหนือลมแล้วให้ยืนหันหน้าไปทางเดียวกับทิศทางลมและเดินถอยหลังระหว่างที่กำลังควบคุมสายป่านว่าว เพื่อจะได้มองเห็นว่าวได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

เลือกสายป่านว่าวให้ยาว ยิ่งยาวยิ่งดี

ปกติแล้วสายป่านว่าวตามท้องตลาดจะมีความยาวประมาณ 37 เมตร แต่จริง ๆ แล้วหากเราต้องการจะเล่นว่าวอย่างจริงจัง สายป่านว่าวจะต้องมีความยาวถึง 300 เมตร ต้องไม่พันกันและต้องมีความเบายิ่งกว่าเชือกไนลอน (ความเบาของเชือกจะยิ่งมีผลเมื่อว่าวลอยสูงขึ้นไปบนฟ้า) ดังนั้นเราอาจจะจำเป็นต้องซื้อสายป่านว่าวเพิ่ม ที่นอกจากจะต้องยาวพอดีแล้ว ยังต้องมีความตึงที่เพียงพอ ไม่งั้นอาจจะทำให้ว่าวร่วงลงมาได้

เล่นว่าวให้ถูกต้อง

อย่าลืมคอยกระตุกสายป่านว่าวเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อทำให้ว่าวสามารถคงตัวอยู่ในอากาศได้ อีกทั้งยังสามารถช่วยทำให้ว่าวลอยสูงขึ้นไปเรื่อย ๆ อีกด้วย นอกจากนั้นสายป่านว่าวจะต้องตึงแต่พอดี ไม่หย่อนมากเกินไป ถ้าว่าวเริ่มร่วงลงมา ให้ดึงสายป่านว่าวกลับเข้าไปในแกนใหม่เล็กน้อย และค่อย ๆ กระตุกสายป่านว่าว ให้ว่าวลอยสูงขึ้นไปอีกครั้ง

post

บันทึกการใช้ว่าวแบบแปลก ๆ  ในประวัติศาสตร์

ในประวัติศาสตร์ ว่าวไม่ได้ใช้เพียงแค่เป็นกิจกรรมเพื่อความบันเทิงหรือเป็นของเล่นสำหรับฆ่าเวลาในวันที่อากาศสดชื่นแจ่มใสเท่านั้น แต่มีการค้นพบบันทึกที่ระบุว่าผู้คนในอดีตสามารถใช้ว่าวเพื่อจุดประสงค์ที่ไม่น่าเชื่อและคาดไม่ถึงในรูปแบบต่าง ๆ มีอะไรบ้างมาดูกันเลย

ใช้ว่าวในการสังหารนักโทษ

มนุษย์เรามีความฝันว่าอยากจะบินออกไปอย่างมีอิสระเสรีแบบนกมาตั้งแต่จำความได้ จริง ๆ แล้วมีบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่านักเผด็จการ Gao Yang หรืออีกชื่อหนึ่งคือจักรพรรดิ์ Wen Xuan จากราชวงศ์ฉีเหนือ บอกเอาไว้ว่าจักรพรรดิ์ Wen Xuan มีความสุขกับการปลดปล่อยนักโทษให้โบยบินออกไปจากบนหอคอย และผูกพรมที่ทำจากไม้ไผ่เอาไว้ที่ข้อมือทั้งสองข้างของนักโทษ เหมือนกับว่าว

แน่นอนว่านักโทษเหล่านั้นร่วงลงมาจากหอคอยและตายระหว่างที่จักรพรรดิ์ Wen Xuan กำลังเฝ้าดูและหัวเราะอย่างมีความสุข โดยที่เรียกการสังหารนักโทษแบบนี้ว่า การปลดปล่อยสิ่งมีชีวิตให้เป็นอิสระ

ต่อมาในปี ค.ศ. 1044 มีการบันทึกว่านักโทษที่ถูกสังหารโดยการถูกผูกติดกับว่าวและกระโดดจากหอคอยทั้งหมดเสียชีวิต ยกเว้นองค์ชายจากราชวงศ์เว่ยเหนือที่สามารถร่อนลงพื้นได้สำเร็จเพราะใช้ว่าวที่เลียนแบบรูปทรงมาจากนกฮูก แต่สุดท้ายเขาก็ถูกสังหารโดยการปล่อยให้หิวตายอยู่ดี

ใช้ว่าวในการโจรกรรมและก่อสร้าง

หัวขโมยที่อาศัยในยุคกลางของญี่ปุ่นชื่อ Ishikawa Goemon ใช้ว่าวยกตัวเองให้ลอยขึ้นไปเพื่อขโมยรูปปั้นทองคำบนยอดปราสาท Nagoya และอีก 2 ศตวรรษต่อมา สถาปนิกชาวญี่ปุ่นที่ชื่อ Kawamura Zuiken ใช้ว่าวช่วยยกคนงานขึ้นระหว่างการก่อสร้างตึก

ใช้ว่าวเทียมแทนรถม้า

ในปี ค.ศ. 1890 นักประดิษฐ์ชาวอังกฤษ George Pocock ได้ออกแบบรถม้าที่มีว่าวช่วยทำให้รถม้าเคลื่อนตัวได้แทนการเทียมม้า เรียกว่า harvolant และเขายังใช้ว่าวเพื่อช่วยยกคนงานก่อสร้างให้ขึ้นไปบนยอดหน้าผาที่ไม่สามารถปีนขึ้นไปได้อีกด้วย

ใช้ว่าวช่วยยกมนุษย์ให้ลอยขึ้นไปเพื่อทำการสอดแนมทางการทหาร

ในปี ค.ศ. 1890 กัปตัน B.F.S Baden-Powell ได้ออกแบบว่าวที่จะช่วยให้มนุษย์สามารถบินได้มีชื่อเรียกว่า Levitor ไว้สำหรับใช้สอดแนมทางการทหาร โดยว่าวของเขาเป็นรูปหกเหลี่ยมที่สามารถยกผู้ชายขึ้นไปได้สูงเหนือพื้นถึง 15.25 เมตร ซึ่งถือว่าเขาประสบความสำเร็จในการสร้างว่าวเพื่อช่วยยกมนุษย์ให้ลอยขึ้นไปได้ราวกับนก ว่าวของ กัปตัน B.F.S Baden-Powell ถูกส่งไปยังแอฟริกาใต้เพื่อใช้ในสงคราม Boer แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครได้บินขึ้นไปกับว่าวของเขาเพราะเมื่อเรือขนส่งสินค้าไปถึงที่แอฟริกาใต้ สงครามก็จบลงพอดี

นอกจากว่าวจะเป็นของเล่นเพื่อความบันเทิงของคนในอดีตและปัจจุบันแล้ว ยังมีส่วนในการสร้างแรงบันดาลใจ และถูกต่อยอดมาเรื่อย ๆ จนเกิดเป็นเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่ทำความฝันที่อยากจะบินลอยสูงขึ้นบนท้องฟ้าของมวลมนุษย์ชาติให้สำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น เครื่องบินและบอลลูน เป็นต้น

post

ประวัติความเป็นมาของว่าวจากทั่วโลก

ว่าวมีต้นกำเนิดมาอย่างยาวนานกว่าเครื่องบินเครื่องแรกของโลกมากมายนัก ไม่มีกำหนดแน่ชัดว่าว่าวเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด จริง ๆ แล้วมีเรื่องเล่าว่าว่าวกำเนิดครั้งแรกในประเทศจีนเป็นระยะเวลากว่า 2,000 ปีแล้ว โดยเริ่มจากพฤติกรรมของชาวบ้านที่ผูกเชือกเอาไว้กับหมวกเพื่อกันหมวกปลิวหายไปจากแรงลม

มีการค้นพบเรื่องราวของว่าวที่ถูกบันทึกในประวัติศาสตร์เกือบ 200 ปีก่อนคริสตกาล ในยุคของนายพล หาน ซิ่น แห่งราชวงศ์ฮั่นได้มีการใช้ว่าวบินเข้าไปในดินแดนของศัตรูเพื่อวัดว่าทหารของเขาต้องขุดอุโมงค์อีกลึกเพียงใดกว่าจะผ่านแนวป้องกันของศัตรูได้ จากนั่นการใช้ว่าวก็ได้แพร่เข้าไปในประเทศเกาหลี ข้ามผ่านทวีปเอเชียไปยังประเทศอินเดีย แน่นอนว่าระหว่างนั้นว่าวก็ได้มีการพัฒนาการรูปแบบให้เข้ากับวัฒนธรรมและประเพณีของดินแดนนั้น ๆ

ในยุคของราชวงศ์ชิลลาแห่งเกาหลี นายพลกิม ยูซิน ถูกมอบหมายให้ออกไปปราบกบฏหัวรุนแรง แต่ในระหว่างที่เดินทัพไป ได้เกิดปรากฏการณ์ดาวตกขึ้น ทำให้ทหารเสียขวัญไม่กล้าออกรบ นายพลกิม ยูซิน จึงได้จุดลูกไฟให้ลอยขึ้นไปกับว่าวเหมือนดาวตกนั้นย้ายขึ้นกลับสวรรค์ไป ทำให้ทหารกลับมามีกำลังใจและสามารถปราบกบฏได้สำเร็จในที่สุด

ประวัติศาตร์ของว่าวถูกบันทึกไว้หลังจากนั้นในประเทศญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 7 โดยพระชาวญี่ปุ่นได้ใช้ว่าวเพื่อขับไล่วิญญาณร้ายและช่วยให้พืชผลทางการเกษตรงอกงาม นอกจากนั้นยังมีเรื่องเล่าว่าเมื่อ 300 ปีก่อน มีโจรคนหนึ่งป่าวประกาศว่าเขาได้ผูกตัวเองไว้กับว่าวเพื่อปีนขึ้นไปบนปราสาทนาโกย่า และขโมยรูปปั้นทองคำที่ตั้งอยู่บนหลังคาปราสาท โจรคนนั้นขโมยทองมาได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้นและโดนจับได้หลังจากที่คุยโวแผนการขโมยไปทั่ว จากนั้นว่าวก็เป็นกิจกรรมฆ่าเวลาที่นิยมอย่างมากในหมูชาวบ้านในยุคเอโดะ

หลักฐานล่าสุดในประวัติศาสตร์ของว่าวในอินเดียก็คือรูปวาดเล็ก ๆ ที่หลงเหลือมาจากจักรวรรดิโมกุล โดยรูปภาพเหล่านั้นได้บอกเล่าเรื่องราวของชายหนุ่มคนหนึ่งที่ใช้ว่าวในการส่งข้อความหาคนรักที่ถูกกักเอาไว้ไม่ให้พบโลกภายนอก นอกจากนั้นยังมีเรื่องราวอีกมากมายของคนจากเกาะไมโครนีเซียในหมู่เกาะแปซิฟิกที่มีการใช้ว่าวทำจากใบไม้เพื่อส่งเหยื่อออกไปในแม่น้ำเพื่อล่อปลาการ์ให้กินเหยื่อ ส่วนชาวบ้านในเกาะพอลินีเชียก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเทพเจ้าสองพี่น้องที่แข่งเล่นว่าวกัน เทพที่ชนะคือเทพที่ทำให้ว่าวลอยไปสูงที่สุด ในปัจจุบันกลายเป็นการแข่งขันหนึ่งของชาวพอลินีเชียเพื่ออุทิศให้แก่เทพเจ้าตามตำนานด้วย

ว่าวได้เข้ามาในยุโรปในศตวรรษที่ 13 โดยมาร์โค โปโล ภาพของเขาแสดงถึงว่าวรูปมังกรบนธงของทหาร รวมถึงมีกะลาสีเรือที่นำว่าวกลับมาจากญี่ปุ่นและมาเลเซียในช่วงศตวรรษที่ 16 และ 17 จึงไม่แปลกใจเลยที่ว่าวจะแฝงในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของแต่ละดินแดนทั่วโลก และยังเป็นกิจกรรมที่แสนสนุกสนานมาจนจวบปัจจุบัน

post

วันหนึ่งว่าวไทยอาจจะเป็นเครื่องมือสำหรับช่วยแพทย์ในการรักษาคนไข้

ทุกวันนี้การรักษาคนไข้ของแพทย์ได้นำอุปกรณ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวันเข้ามาเป็นตัวช่วย เพื่อให้ผู้ป่วยได้สามารถใช้ในการบำบัดโรคของตนเองได้จากที่บ้าน หรือเป็นการบำบัดเองได้โดยไม่ต้องพึ่งแพทย์มากไป อย่างเช่นการใช้ขวดน้ำที่ไม่ได้ใช้แล้วนำมาใส่น้ำ สามารถถ่วงน้ำหนักเพื่อเป็นการกายภาพสำหรับผู้ป่วยที่เพิ่งหายจากอาการแขนหักและใส่เฝือกนาน ๆ ทำให้กล้ามเนื้อที่ไม่ได้ใช้งานเป็นเวลานานได้ฟื้นตัว หรือการใช้ลูกลอกที่ใช้เป็นเครื่องมือช่าง แต่มาประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต ที่ต้องการฟื้นตัวเร็วแต่ไม่มีเวลามาทำกายภาพที่โรงพยาบาลหรือมีทุนทรัพย์น้อย โดยนำลูกลอกมาแขวนแล้วร้อยเชือก เพื่อใช้ในการดึงซ้ายขวาฝึกการเคลื่อนไหวของแขนหรือขา และเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่อ่อนแรงไปในตัว แถมยังเป็นอุปกรณ์ที่ลงทุนต่ำและไม่ต้องเดินทางให้เสียค่าใช้จ่าย ประหยัดเงินและฝึกได้โดยไม่ต้องมีข้อจำกัดทางด้านเวลา และยังมีอุปกรณ์อีกหลายอย่างในชีวิตประจำวันที่สามารถช่วยในการแบ่งเบาภาระของแพทย์และคนไข้ได้ เราลองมาดูว่าวไทยสามารถช่วยแพทย์และคนไข้ได้อย่างไรบ้าง

วิธีการเล่นว่าวแบบใดที่ช่วยแบ่งเบาภาระของคุณยามป่วย

ยังไม่มีการวิจัยแน่นอนว่าการเล่นว่าวไทยจะสามารถบำบัดหรือช่วยผู้ป่วย หรือผู้ที่มีความผิดปกติทางร่างกายได้ แต่ด้วยวิธีของการเล่นว่าวมีแนวโน้มที่อาจจะช่วยในการบำบัดได้ อย่างที่ทุกคนรู้ว่าการเล่นว่าวแน่นอนกต้องมีเชือกว่าวหรือป่าน ที่จะทำการชักและบังคับว่าให้ลอยอยู่ในท้องฟ้า โดยมีการดึงและแรงดึงของลม และการทำว่าวขึ้นมาตัวนึงก็เช่นเดียวกัน เราจะเริ่มจากการทำว่าว ว่าวต้องเริ่มจากการเหลาโครงว่าวจากไม้ไผ่ ถ้าเรามีเด็กที่สมาธิสั้นหรือออทิสติก เด็กเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นเด็กที่มีสมาธิสั้น เราสามารถให้พวกเค้าฝึกการมีสมาธิจากการทำว่าวโดยการเริ่มจากการฝึกเหลาไม้ไผ่ที่จะขึ้นโครงว่าว เพราะการเหลาจะต้องใช้เวลาและความละเอียดอ่อนในการจดจ่ออยู่กับการทำ กว่าจะทำว่าวขึ้นมาได้หนึ่งตัวต้องใช้สมาธิและความอดทน จึงทำให้เด็กเหล่านั้นฝึกสมาธิไปในตัวและถ้าทำเสร็จก็จะเพิ่มความภูมิใจให้กับพวกเค้าด้วย ส่วนขั้นตอนการเล่นเมื่อเราสามารถชักว่าวให้ขึ้นไปบนท้องฟ้าแล้ว แน่นอนแรงดึงของลมที่ปะทะกับตัวว่าวจะมีแรงต้าน ก็อาจจะเหมาะกับผู้ป่วยที่ต้องการฝึกกำลังแขนจากการฟื้นตัวจากการบาดเจ็บหรืออัมพฤกษ์อัมพาตได้ เราอาจจะเริ่มจากว่าวขนาดเล็กก่อนกินลมน้อยแล้วค่อย ๆ เพิ่มขนาดให้ผู้ป่วยจะได้มีการกินลมของว่าวเยอะขึ้น มีแรงดึงเยอะขึ้นตามลำดับ ว่าวไทยมีประโยชน์มากมายถ้าคุณประยุกต์ใช้อย่างถูกวิธี

 

post

การทำเงินจากภูมิปัญญาการทำว่าวไทย

อย่างที่รู้กันดี สภาพเศรษฐกิจทุกวันนี้ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจในประเทศเราเอง หรือเศรษฐกิจของโลกค่อนข้างซบเซา การค้าขายในประเทศเองมีแต่ทรุดกับทรงตัว บริษัทห้างร้านต่าง ๆ ปิดตัวลงก็มาก หรือถ้าปรับตัวได้ทันกับสภาพเศรษฐกิจก็ต้องลดขนาดธุรกิจของตัวเองลง โดยการปลดคนงานลง ทำให้หลายคนที่ตกงานก็ออกมามองหาธุรกิจที่ตัวเองสามารถจะทำได้แต่ถ้าคุณไม่สามารถจะหาธุรกิจที่จะทำได้

ขอแนะนำเริ่มจากการมองรอบข้างหรือรอบบ้านตัวเองหรือชุมชนตัวเองว่าเราสามารถทำอะไรได้ และอาจจะเป็นของหรือสินค้าอะไรที่ชุมชนของตัวเองผลิตขึ้นเอง ยิ่งมีแรงสนับสนุนจากหน่วยรัฐบาลกับการผลิตสินค้าในชุมชนของตัวเองด้วยแล้ว ลู่ทางโดยการทำธุรกิจผลิตภัณฑ์ของชุมชนหรือที่เรียกว่าสินค้า OTOP ยิ่งไปไกล ไม่ว่าจะเป็นการหาตลาดในประเทศให้เราโดยรัฐ โดยการจัดงานของรัฐเพื่อส่งเสริมสินถ้าเกษตรและสินค้าท้องถิ่น หรือจะเป็นการหาตลาดต่างประเทศของกรมส่งเสริมการส่งออกให้กับพ่อค้าแม่ค้าชุมชน แล้วทำไมว่าวถึงสามารถทำเงินได้

เอกลักษณ์ของว่าวไทยทำเงินได้และไปไกลต่างแดน

ว่าวและเงินจะไปด้วยกัน ทุกวันนี้จะมีสักกี่คนที่รู้วิธีทำว่าวไทย สิ่งนี้แหละคือความได้เปรียบถ้าคุณอยากจะประกอบธุรกิจอะไรซักอย่างที่ไม่เหมือนใคร ลงทุนต่ำและได้กำไรงาม เพราะการทำว่าวไทยใช้แค่วัสดุที่หาง่ายในชุมชนนั่นคือ ต้นไผ่ เพียงแค่คุณมีไม้ไผ่กับมีดเหลาคุณก็เริ่มธุรกิจของคุณได้แล้ว ยิ่งถ้าคุณทำให้ว่าวมีเอกลักษณ์มากแค่ไหนคุณก็สามารถขายในท้องตลาดได้ราคามากขึ้นเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นการนำว่าวไปตกแต่งบ้าน หรือร้านแทนของตกแต่ง หรือจะเป็นการนำไปสะสมสำหรับคนที่ชอบว่าวแต่ไม่สามารถทำเองได้ อีกอย่างเอกลักษณ์ว่าวไทย ไม่ว่าจะเป็นว่าวของพื้นที่ไหนหรือภาคไหนยังไงก็มีเอกลักษณ์ความเป็นไทยในตัวของมันเองอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ ลายเส้น สีสัน และยังเป็นการใช้กระดาษว่าวหรือกระดาษสาอยู่ ทำให้ว่าวไทยแตกต่างจากว่าวของต่างชาติที่ใช้ผ้าร่ม และรูปแบบที่เหมือนกันไปหมด ทำให้ความนิยมของว่าวไทยเมื่อชาวต่างชาติได้พบเห็นนิยมที่จะซื้อหามาไว้เป็นของตัวเอง เพื่อการเล่นที่แปลกใหม่ไม่เหมือนกับการเล่นว่าวของต่างชาติเอง ขึ้นยากกว่า ท้าทายกว่า หรือจะเป็นของสะสมหรือของตกแต่งบ้านก็ได้

แล้วคุณจะรออะไร แค่คุณมีความตั้งใจ ความอดทน ความคิดสร้างสรรค์ โดยคุณแทบจะไม่ต้องลงทุนอะไรเลยคุณก็สามารถมีธุรกิจเป็นของตัวเอง โดยทำรายได้ไม่แพ้กับการทำธุรกิจอื่นด้วยซ้ำ อีกประการคือคุณยังเป็นคนที่ช่วยอนุรักษ์ว่าวไทยให้คงอยู่ในแผ่นดินนี้อีกด้วย

 

post

ทำอย่างไรจะเล่นว่าวไทยให้สนุกและถูกวิธี

การเล่นว่าวไทยไม่ปรากฏหลักฐานแน่นอนว่าใครไปคนประดิษฐ์ขึ้นคนแรก หรือเกิดขึ้นครั้งแรกในสมัยใด แต่รู้ว่ามันเป็นเครื่องเล่นที่นิยมมานานมากแล้วด้วยวิธีทำว่าว และวิธีการเล่นที่ท้าทายไม่ว่าจะเป็นการเล่นแบบสวยงามเพลิดเพลินโชว์ความสวยงามของว่าที่เราทำขึ้นมา หรือเพื่อการแข่งขันกัน ประโยชณ์ของการเล่นว่าวไทยมีหลักฐานปรากฏมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย โดยเป็นว่าวที่สามารถส่งเสียงดังเรียกว่า ว่าวหง่าว ต่อมาในสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏหลักฐานของชาวต่างประเทศว่า ว่าวของสมเด็จแห่งกรุงสยามปรากฏอยู่บนทองฟ้าตอนกลางคืนเป็นเวลาสองเดือน หรือจะเป็นการใช้ว่าวในการศึกสงครามโดยการผูกหม้อดินดำให้ระเบิดเพื่อเผาบ้านเผาเมืองกัน

การดูกระแสลมในการเล่นว่าวไทย

กระแสลมของการเล่นว่าวแบ่งได้หลัก ๆ ตามพื้นที่และกระแสลมที่พัดมาตามลมทะเล และตามฤดูกาล การเล่นว่าวมี 2 ระยะคือ หน้าหนาวเป็นฤดูกาลที่เหมาะกับคนที่อยู่ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ เพราะว่าลมจะพัดจากแผ่นดินลงสู่ทะเล ส่วนอีกระยะที่เหมาะกับคนที่อยู่ในภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคใต้คือ หน้าร้อน เพราะจะได้รับอิทธิพลของลมตะวันตกเฉียงใต้ กระแสลมจะพัดจากทะเลเข้าสู่พื้นดิน เราควรจะศึกษาลมให้ถูกวิธีเพราะเป็นปัจจัยเบื้องต้นของการเล่นว่าวในพื้นที่ที่คุณจะเล่น เพราะว่าวใช้ลมเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ว่าวสามารถเล่นได้

วิธีการเล่นว่าวของคนไทย ที่ถูกหลัก

การเล่นว่าวมี 3 แบบ การชักว่าวให้ลอยลมปักอยู่กับที่ เพื่อดูความสวยงามของว่าวรูปต่าง ๆ ต่อมาคือการบังคับสายชักให้เคลื่อนไหวได้ตามต้องการนิยมกันที่ความงาม ความสูง และบางทีก็คำนึงถึงความไพเราะของเสียงว่าวอีกด้วย ในการเล่นว่าวทั้งสองวิธีนี้ ไทยเราได้ประดิษฐ์เป็นรูปต่าง ๆ ตามความนิยมในท้องถิ่นมานานแล้ว แต่ในปัจจุบันนี้มีรูปแบบใหม่มาจากต่างประเทศปะปนด้วย ว่าวแบบดั้งเดิมของภาคต่าง ๆ บางอย่างยังปรากฏอยู่ บางอย่างก็หาดูไม่ได้แล้ว ว่าวซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทยและมีทุกภาคคือว่าวจุฬา ส่วนว่าวปักเป้านั้นแม้จะเล่นกันใน ภาคกลาง แต่ก็เป็นที่รู้จักกันมาก อย่างสุดท้ายคือการต่อสู้ทำสงครามกันบนอากาศ การเล่นว่าวแบบนี้แตกต่างจากชาติอื่น ทั้งตัวว่าวและวิธีที่จะต่อสู้คว้ากัน การแข่งขันว่าวจุฬากับปักเป้านั้น ว่าวปักเป้ามีขนาดเล็กกว่าว่าวจุฬาประมาณครึ่งหนึ่ง การแข่งขันแบบนี้มีมาแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ก็ยังมีการแข่งขันว่าวจุฬาและปักเป้าในภาคกลางของประเทศไทยมาจนปัจจุบันนี้

เมื่อรู้แบบของการเล่นแล้วก็คงตัดสินใจได้แล้วว่าคุณอยากเล่นไปในแนวทางไหน หรือจะเล่นทั้งสามแบบเลยก็ได้ แต่ที่สำคัญควรจะเล่นด้วยการอนุรักษ์ ว่าวไทยจะได้คงอยู่กับประเทศไทยและคนไทยไปตลอด