post

ว่าวไทย กับภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น

                คนไทยแทบจะทุกคนและเกือบจะทุกชนชั้นก็ว่าได้ น้อยนักที่จะพูดคำว่า ไม่รู้จักว่าว เพราะว่าวถือกำเนิดและเติบโตมาพร้อม ๆ กันกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในแต่ละพื้นที่ เพียงแต่ด้วยยุค ด้วยสมัยที่ทำให้ว่าวมีการเปลี่ยนแปลงไป ไม่ว่าจะเป็นทางด้านรูปแบบ วัสดุในการนำมาผสมผสาน ลวดลาย สีสัน ด้วยการผิดแผกแตกต่างกันไปนานา นับประการนั้น ก็เป็นไปตามความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการของผู้ประดิษฐ์ ผู้จัดทำ บ้างก็แล้วแต่ตามความนิยม ความชื่นชอบ หรือ เป็นไปตามช่วงกาลเวลาต่าง ๆ แต่เมื่อได้ลองพิจารณาโดยภาพรวมแล้วนั้น ว่าวก็ยังถือได้ว่า มีลักษณะรูปร่าง รูปแบบ วิธีการต่าง ๆ ที่ก่อเกิดเป็นว่าวมาได้นั้น มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันแทบทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นว่าวจากจังหวัดใด ภูมิภาคใด หรือแม้แต่ว่าวต่างแดนจากทั่วทุกประเทศก็ตาม ซึ่งก็จะเป็นการบ่งบอกถึงวัฒนธรรมของแหล่งชุมชนนั้น ๆ ได้อย่างเหมาะสมลงตัว ตามภูมิปัญญาอันถือกำเนิดจากท้องถิ่น ที่อยู่อาศัยโดยรอบตัว นำมาพัฒนา ผสมผสานปรับแต่ง ก่อให้เกิดสิ่งใหม่ เป็นการต่อยอดให้กับท้องถิ่น  


ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมเกี่ยวกับว่าว

 

                ในอดีต เราคงทราบกันดีอยู่แล้วว่า เส้นทางต่าง ๆ ยานพาหนะที่ใช้ในการเดินทาง รวมถึงอาวุธยุทธ์โทปกรณ์ ก็ไม่ได้อำนวยความสะดวกสบายได้เหมือนในปัจจุบัน การทำศึกสงครามเพื่อปกป้องอารยประเทศจึงต้องคิดค้นหาวิธีการ ต่าง ๆ กำจัดข้าศึก ว่าวจึงได้ถูกนำมาเป็นเครื่องมือ และอุบาย เพื่อจัดการข้าศึกศัตรูฝ่ายตรงข้ามให้พ่ายแพ้ กล่าวโดย ได้นำหม้อดิน มาบรรจุดินดำ แล้วผูกกับสายป่านของว่าวไปถึงหม้อดินดำที่ใช้เป็นระเบิด ให้ตกไปไหม้บ้านเมืองของฝ่ายศัตรูนั่นเอง ซึ่งจากประวัติศาสตร์ศึกครั้งหนึ่งในสมัยรัชกาลสมเด็จพระเพทราชา ว่าวจุฬาได้ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรก

ว่าวจากการใช้วัสดุธรรมชาติพื้นบ้าน

 

                ส่วนใหญ่ภูมิปัญญาของผู้คนเกิดจากการนำสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบ ๆ ตัว นำมาจัดสรร  ประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ ไม่ว่าจะของใช้ ของเล่น หรือแม้แต่ของกิน  ซึ่งว่าวก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชาวบ้านได้นำวัสดุท้องถิ่น อย่างเช่น การใช้ใบตองตึง ในการทำตัวว่าว โดยใบตองตึงเป็นใบไม้ที่พบมากทางภาคอีสาน ใช้ห่อสิ่งของต่าง ๆ แทนพวกถุงกระดาษ ถุงพลาสติกในปัจจุบัน เพราะมีลักษณะเป็นใบใหญ่ ๆ นำมาตากแดดให้แห้ง ติดเชือกต่อหาง ให้เด็ก ๆ ได้เล่นกันอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน เรียกกันว่า ว่าวใบไม้ เป็นการทำว่าวแบบลักษณะง่าย ๆ หรือการใช้วัสดุพื้นบ้านที่หาได้ง่าย อย่างไม้ไผ่จากต้นไผ่ที่มีขึ้นเองตามป่าเขา นำมาเหลาทำโครงของตัวว่าว ได้อย่างดีเยี่ยม และลงตัวอย่างมาก มาจนถึงปัจจุบัน เพราะไม้ไผ่มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถเหลาได้ทุกขนาดตามความต้องการนั่นเอง

 

นอกจากวัสดุที่นำมาประกอบทำเป็นว่าวแล้ว องค์ประกอบอื่น ๆ ในการที่จะทำให้ว่าวมีประสิทธิภาพ คือ แรงลม และ สายป่านที่เหนียวพอที่จะต้านแรงลม รวมถึงทักษะ ฝีมือในการกำหนดทิศทาง และให้ว่าวสามารถอยู่ในอากาศได้นานตามต้องการอีกด้วย  ซึ่งถือเป็นความท้าทาย และถือเป็นการคอยพัฒนาภูมิปัญญาที่มีอยู่โดยรอบให้มีประสิทธิผลมากยิ่ง ๆ ขึ้นเราควรช่วยกันรักษาดูแลมรดกทางภูมิปัญญานี้ไว้ให้คงอยู่ไปสู่รุ่นลูก รุ่นหลาน ให้ยาวนานที่สุดด้วยความภาคภูมิใจ

post

ว่าว 5 ภาค บ่งบอกวัฒนธรรม ความเป็นอยู่ของแต่ละภูมิภาคของไทย


จากที่เราได้ทราบกันดีถึงประวัติของว่าวที่มีกันมาช้านานตั้งแต่สมัยสุโขทัย ทำให้ว่าวได้กระจ่ายไปทั่วทุกภูมิภาคของบ้านเมืองเรา ได้รับความนิยมตั้งแต่ระดับสามัญชนไปจนถึงชั้นเจ้านาย เจ้าแผ่นดิน ว่าวในแต่ละภูมิภาคก็จะมีเอกลักษณ์ มีความแตกต่างกันไปตามท้องถิ่น และตามสภาพแวดล้อม

ว่าวของภาคเหนือ

ทางภาคเหนือนั้นมีการทำว่าวรูปแบบที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ใช้โครงไม้ไผ่นำมาไขว้กัน โดยมีหนึ่งอันเป็นแกนกลาง และอีกหนึ่งอันนำมาโค้งเป็นปีกว่าว และจะไม่ได้ใช้เชือกผูกหรือมัด แต่ใช้เป็นกระดาษปิดทับไปกับโครงไม้เลย รูปร่างของว่าวจะคล้าย ๆ กับว่าวปักเป้า และว่าวอีลุ้มของทางภาคกลาง แต่จะไม่มีหาง จะมีแต่ภู่ แต่ก็จะใช้เป็นภู่เพียงชนิดเดียวจะไม่มีหลายแบบเหมือนของภาคกลาง ผู้คนส่วนมากนิยมเล่นว่าวในแบบพื้นเมืองของพวกเค้า โดยที่นิยมมากที่สุด คือว่าวสองห้อง หรือที่ภาคกลางเรียกว่า ว่าวดุ๊ยดุ่ย  ปัจจุบันนี้ทางภาคเหนือได้มีการดัดแปลงจากว่าวพื้นเมือง มาเป็นว่าวล้านนา เรียกว่าว่าวฮม หรือ โคมลอย นั่นเอง โดยใช้ความร้อนในการพยุงให้ลอยขึ้นไปในอากาศแบบไม่มีเชือกผูกว่าวไว้  คล้าย ๆ  กับบอลลูนของชาวต่างชาติ

ว่าวของภาคกลาง

สืบเนื่องมาจากสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ที่ชาวเมืองมีความนิยมชมชอบการเล่นว่าวเป็นอย่างมาก และมีรูปแบบต่าง ๆ กันเป็นจำนวนมาก ทั้งที่เป็นว่าวรูปแบบดั้งเดิม เช่น ว่าวปักเป้า ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวอีลุ้ม นอกจากนี้ก็มีว่าวรูปแบบใหม่ ๆ  ที่ได้รับอิทธิพลมาจากต่างประเทศ เช่น ว่าวงู ว่าวนกยูง ว่าวผีเสื้อ เป็นต้น แต่มาในสมัยของพระเจ้าอู่ทองได้มีการห้ามมิให้มีการเล่นว่าวใกล้พระบรมมหาราชวัง เพราะว่าวจะลอยไปติดตามยอดปราสาทเกิดความเสียหายนั่นเอง ในช่วงหนึ่งนั้นชาวต่างชาติจะพบเห็น การเล่นว่าวทั่วไปตามท้องสนามหลวง โดยในสมัยตั้งแต่รัชกาลที่ 4 ได้ทรงมีพระบรมราชานุญาติ ให้ประชาชนเล่นว่าวได้ที่ท้องสนามหลวง จึงเป็นเหมือนสัญญาลักษณ์ และเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติไปเสียแล้ว โดยว่าวที่นิยมและถือเป็นลักษณะว่าวของภาคกลางคือว่าวปักเป้า ซึ่งจะมีอาวุธที่ใช้โจมตีคู่ต่อสู้ ที่เรียกว่า เหนี่ยง โดยจะมีสายทุ้งและสายยืน ซึ่งสายทุ้งจะมีลักษณะที่ยาวกว่าสายยืนสักเล็กน้อย แต่ก็ใหญ่และแข็งแรงพอที่จะจัดการเหนี่ยวรั้งว่าวจุฬาทำให้เสียการทรงตัวแล้วล่วงตกลงในที่สุด

ว่าวของภาคตะวันออก

ว่าวของภูมิภาคนี้ ที่มักนิยมเล่นกัน ก็จำพวก ว่าวอีลุ้ม ว่าวหาง ว่าวหัวแตก ว่าวดุ๊ยดุ่ย ว่าวใบมะกอก เป็นต้น ซึ่งเป็นว่าวในรูปแบบดั้งเดิม พื้นบ้าน หรือลักษณะว่าวของภาคอื่น ๆ โดยไม่นิยมที่จะเล่นว่าวที่เป็นรูปลักษณ์จากของต่างประเทศ

ว่าวของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

ผู้คนส่วนมากนิยมเล่นว่าวพื้นเมืองมากที่สุด คือว่าวสองห้อง หรือที่ภาคกลางเรียกว่า ว่าวดุ๊ยดุ่ย รองมาคือว่าวอีลุ้ม ว่าวประทุน และเมื่อถึงเทศกาลงานบุญ เช่น งานบุญกุ้มข้าวใหญ่ ประชาชนมักจะจัดให้มีการแข่งขันว่าว โดยมีการกำหนดการตัดสินที่หลากหลายกันไป เช่น ความสวยงาม หรือว่าวที่ขึ้นลมได้สูงที่สุด ว่าวที่มีเสียงดังและไพเราะที่สุด เป็นต้น

ว่าวของภาคใต้

การเล่นว่าวในภาคนี้นิยมเล่นเพื่อสร้างความสนุกสนาน โดยมีว่าวที่นิยมอยู่หลายชนิด เช่น ว่าววงเดือน ว่าวปักเป้า ว่าวนก ว่าวหลา (ว่าวจุฬา) ว่าวอีลุ้ม ว่าวงู ว่าวคน ว่าวกระบอก เป็นต้น แต่ว่าวที่นิยมมากที่สุดคือ ว่าววงเดือน โดยจะทำการชักว่าวให้ขึ้นค้างคืนไว้ แล้วเอาลงในอีกวันถัดไป เมื่อว่าวของใครอยู่ได้นานกว่าถือว่าชนะ นอกจากนี้จะนิยมประชันว่าว่าวของใครจะมีเสียงแอกดังและไพเราะกว่ากัน จังหวัดสงขลามีผู้นิยมเล่นว่าวเป็นจำนวนมาก และมีรูปร่างว่าวต่าง ๆ ส่วนในพื้นที่ที่อยู่ถัดลงไปจากสงขลา จะนิยมเล่นว่าววงเดือนมากกว่าว่าวแบบอื่น และมักจะนิยมติดแอกหรือที่เรียกกันว่า สะนู หรือ ธนู ไว้บริเวณส่วนหัวของว่าว

จะเห็นได้ว่าว่าวไทยมีอยู่ทั่วไปทุกภาค นอกจากเป็นกีฬาแล้วก็ยังสร้างความสนุกสนานเพลินเพลินให้ทั้งผู้เล่นและผู้ชมอีกด้วย  ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจในภูมิปัญญา และการเล่นกีฬาพื้นบ้านของคนไทย

 

post

ว่าวกับอารยะธรรมของชาวญี่ปุ่นที่ประสานกันได้อย่างลงตัว


ที่ประเทศญี่ปุ่นก็มีว่าวเหมือนกับอีกหลาย ๆ ประเทศ แล้วว่าวก็มีรูปทรงที่หลากหลายมากด้วย ไม่ว่าจะเป็นว่าวทรงสีเหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า หกเหลี่ยม และว่าวที่เป็นรูปทรงตามลวดลายบนตัวว่าว ในภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าวว่า Tako และด้วยรูปทรงและลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของชาวต่างชาติ ทำให้ได้ต้องซื้อหากันไว้เป็นของที่ระลึกกันเลย นอกจากตัวว่าวจริง ๆ แล้ว ก็ยังมีว่าวจำลองขนาดเล็ก และที่นำมาทำเป็นพวงกุญแจว่าวให้ได้หาซื้อเป็นของฝากกันไป อยากรู้แล้วว่าเค้ายังมีอะไรให้ค้นหาเกี่ยวกับว่าวในประเทศญี่ปุ่นอีกบ้าง

จุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของว่าวญี่ปุ่น

คนในสมัยโบราณใช้ว่าวเป็นเครื่องสักกะระต่อเทพเจ้าของพวกเค้า ความเชื่อในเรื่องการสักกะระที่ว่า ว่าวจะทำให้พวกเค้าได้ใกล้ชิดกับเทพเจ้าที่เคารพที่อยู่บนท้องฟ้า และในสมัยเอโดะ การที่ว่าวลอยพลิ้วอยู่บนท้องฟ้านั้น หมายถึงความเจริญรุ่งเรืองเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงกิจการเติบโต การนำโชคอีกด้วย ว่าวจึงไม่ได้มีไว้เพียงให้เด็ก ๆ ได้เล่นสนุกเพียงอย่างเดียว ทำให้มีการแข่งขันกันทั้งขนาด ความใหญ่ ความสวยงาม นอกจากนี้ว่าวยังเป็นเครื่องขอพรให้ลูกหลานเจริญเติบโต ปลอดภัย แข็งแรง และประสบความสำเร็จต่าง ๆ จนมีเทศกาลที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในประเทศญี่ปุ่น

งานเทศกาล ฮะมะมัตสึ

เทศกาล ฮะมะมัตสึ  (HAMAMATSU) เป็นเทศกาลที่มีมายาวนานกว่า 450 ปีแล้ว ด้วยภูมิภาคเป็นเมืองที่มีลมพัดแรง โดยผู้ครองปราสาทฮิคิมะ ได้มีการนำว่าวขึ้นสู่ท้องฟ้าเป็นครั้งแรก เพื่อเป็นการแทนคำขอบคุณต่อเทพเจ้าที่ได้ทรงประทานลูกชายคนโตให้กับเค้า แล้วก็กลายเป็นเทศกาลเพื่อเฉลิมฉลองให้ลูกคนแรกที่เกิดในปีนั้น ๆ เพื่ออธิษฐานให้พวกเค้าเติบโตแข็งแรง และยังกลายเป็นสนามแข่งว่าวที่มีการนำว่าวยักษ์ มาแข่งกันว่าว่าวของใครจะมีขนาดที่ใหญ่ที่สุด โดยว่าวส่วนใหญ่มักจะนิยมตกแต่งเป็นรูปเทพเจ้าของพวกเค้า ซึ่งจะมีขึ้นในทุก วันที่ 3 – 5 พฤษภาคม ของทุกปี บริเวณเนินทรายเมืองฮามามัตสึ จังหวัดชิซึโอกะ ภูมิภาคคันโต  ในตอนกลางวันผู้คนจากต่างสถานที่ ต่างเมือง กว่า 170 เมือง จะต่อสู้แข่งขันกันโดยให้ว่าวของตัวเองนั้นขึ้นไปให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนบรรดาผู้มาเยือนจะได้เห็นภาพว่าวชักขึ้นทั่วท้องฟ้าเต็มไปหมดซึ่งเป็นไฮไลท์ของงาน และเป็นมุมถ่ายภาพให้ได้ฟินกันไปเลย ก่อนที่จะถึงในช่วงกลางคืนของงาน ที่จะมีการเดินขบวนแห่ของรถไปทั่วเมือง โดยรถลากมีชื่อเรียกว่าโคเทนยะได (GOTEN YATAI) ที่ถูกออกแบบมาให้มีลักษณะคล้ายกับปราสาทราชวัง ประดับด้วยโคมไฟสวยงาม  เด็ก ๆ  ที่นั่งอยู่บนรถจะทำการแสดงดนตรีโบราณเป็นการสร้างสีสัน  นอกจากนี้ยังมีทีมเต้นรำ ชื่อ เนะริ อยู่ด้านหน้า และ ยังมีทีมดึงรถเทศกาล คอยช่วยกันดึงอยู่ด้านหลัง ทั้งนี้งานเทศกาล ฮะมะมัตสึ เป็นงานที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ในแต่ละปีเป็นล้านคนเลยทีเดียว

ทั้งนี้ ในประเทศญี่ปุ่น ช่วงเทศกาลปีใหม่ เด็ก ๆ มักจะมีการละเล่นของโบราณ เช่น ลูกข่าง บัตรอิโระฮะคะรุตะ และ ว่าว ซึ่งการละเล่นนี้สร้างความเพลิดเพลินทั้งการเล่นชักว่าว และการตกแต่งว่าวด้วยภาพและลวดลายต่าง ๆ และในโตเกียว มีอาคารที่นิฮอนบะชิ ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์ว่าวที่ซ่อนตัวอยู่  ถือได้ว่าเป็นขุมทรัพย์ของว่าวโบราณ ในพิพิธภัณฑ์ว่าวนี้มีว่าวประดับประดาไปทั่วทุกที่ที่เป็นไปได้ที่จะมีให้พวกว่าวได้อยู่ เหมือนเมืองของเด็กเล่นโบราณ มีทุกรูปทรง ทุกสีสัน เต็มไปด้วยกลิ่นอายความเก่าแก่โบราณย้อนยุค รวมถึงเรื่องราวเกี่ยวกับว่าวสำหรับผู้ที่ชื่นชอบพวกมัน

 

post

ไปดูคนไทยเค้าเล่นว่าวกันช่วงไหนกันบ้าง


ประเทศไทยเป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตลมมรสุม ทำให้กีฬาเล่นว่าวที่มีมาแต่ช้านานแล้วนั้นเป็นที่นิยมกันทุกภาคของประเทศไทย และทุกชนชั้นนับตั้งแต่องค์พระมหากษัตริย์ลงมาจนถึงคนสามัญทั่วไป แล้วยังใช้ประโยชน์อื่น ๆ จากว่าว นอกจากความเพลิดเพลินอีกด้วย โอกาสสำหรับการเล่นว่าวไม่ได้อำนวยให้เสมอ หากแต่มีฤดูกาลของมัน แน่นอนจะเล่นว่าวให้สนุกต้องดูเรื่องของกระแสลม

กระแสลมจะมีอยู่ 2 ระยะ คือ

          ฤดูหนาว

ลมจะทำการพัดจากผืนแผ่นดินเพื่อลงสู่ท้องทะเล คือ จะพัดจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ดังนั้นจะเห็นได้ว่าผู้คนทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะยังคงนิยมเล่นว่าวในหน้าหนาว ประมาณช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงกุมภาพันธ์

          ฤดูร้อน

ในช่วงฤดูร้อน จะมีลมทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้จากทางทะเล พัดเข้าสู่ผืนแผ่นดิน หรือที่เราเรียกกันว่า ลมตะเภา ซึ่งจะเป็นช่วงฤดูการเล่นว่าวของชาวภาคกลาง ภาคตะวันตกและภาคใต้ ซึ่งจะอยู่ในช่วงของเดือนมีนาคม ถึง เมษายน และมักจะนิยมเรียกกันว่า ลมว่าว

วิธีเล่นว่าวของไทย มีอยู่ 3 วิธี คือ

  1. การชักให้ว่าวลอยลมอยู่กับที่ เพื่อมองดูความสวยงามและความพลิ้วไหวของว่าว
  2. การบังคับว่าวให้เคลื่อนที่ไปมาตามความต้องการ เช่น ความสูงต่ำ การฉวัดเฉวียงไปมา และบางครั้งก็จะมีในเรื่องของเสียงเข้ามาสร้างความไพเราะ
  3. การต่อสู่แข่งขันกลางอากาศ

ทั้งนี้การเล่นว่าวใน 2 ชนิดแรกจะเน้นในเรื่องของความสวยงามตามท้องถิ่นและภูมิปัญญา โดยจะมี

หลายหลายรูปแบบแตกต่างกันไป ส่วนการเล่นว่าวในลำดับสุดท้ายจะยังคงนิยมกันมาจากอดีตจนปัจจุบันคือการแข่งขันว่าวจุฬาและปักเป้า ซึ่งว่าวจุฬาจะมีขนาดใหญ่กว่าว่าวปักเป้าถึง 2 เท่า โดยว่าวจุฬามีอาวุธคือ จำปา ส่วนว่าวปักเป้ามีอาวุธคือเหนียง ต่างคนต่างต้องเกี่ยวให้อีกฝ่ายร่วงตกลงมา ฝ่ายที่ยังคงอยู่บนท้องฟ้าจะเป็นฝ่ายชนะ นอกจากการแข่งขันว่าวแบบว่าวจุฬากับว่าวปักเป้านี้แล้ว ก็ยังมีการแข่งแบบอื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ เช่น การชักว่าวแข่งความสูง การแข่งขันด้านความสวยงาม การแข่งขันเรื่องเสียงดัง เสียงไพเราะ เหมือนว่าวที่ติดดุ๊ยดุ่ย หรือติดแอก แบบของทางภาคใต้นั่นเอง

จะเห็นได้ว่าในหนังสือสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เล่มที่ ๑๓ กล่าวถึงการเล่นว่าวไว้ว่า “ปรากฏหลักฐานการเล่นว่าวว่ามีมาแต่กรุงสุโขทัย เป็นว่าวที่ส่งเสียงดังเวลาลอยอยู่ในอากาศ เรียกว่า “ว่าวหง่าว” ในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็ปรากฏตามหลักฐานของชาวต่างประเทศว่า “ว่าวของสมเด็จพระเจ้ากรุงสยามปรากฏในท้องฟ้าทุกคืนตลอดเวลาระยะ 2  เดือน…” จากหลักฐานข้างต้นแสดงให้เห็นว่าชาวไทยรู้จักการเล่นว่าวมาไม่ต่ำกว่า 7๐๐ ปีแล้ว  และควรสืบสานและอนุรักษ์การเล่นว่าวของไทยให้คงอยู่ต่อไป

 

post

ว่าวควายเอกลักษณ์แห่งตำนานเมืองสตูล ที่อยู่คู่แดนใต้มายาวนาน


สตูลเป็นเมืองที่มีคำขวัญว่า “สตูล สงบ สะอาด ธรรมชาติบริสุทธิ์”  ซึ่งคำขวัญนี้เมื่ออ่านแล้วกลับมองได้เห็นภาพถึงสิ่งที่เขียนได้ในทันที การดำรงชีพท่ามกลางธรรมชาติอย่างพอเพียงทำให้สตูลเป็นอีกเมืองที่น่าค้นหา นอกจากธรรมชาติแล้ว สตูลยังมีประเพณีที่น่าสนใจอีกอย่างคือ งานว่าวประเพณี โดยความเป็นมาของงานแข่งขันว่าวนั้นมีมาตั้งแต่ ปี 2519 ซึ่งได้จัดขึ้นที่สนามบินจังหวัดสตูล และมีงานต่อเนื่องมาโดยตลอด ซึ่งทางองค์การบริหารส่วนตำบลได้ให้ความสำคัญกับประเพณีนี้เป็นอย่างดี ด้วยเห็นคุณค่าในว่าวไทย และน่าจะเป็นส่วนที่จะทำให้สตูลเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายมากยิ่งขึ้น จึงได้มีการเชื้อเชิญนักว่าวจากทั่วประเทศและต่างประเทศเข้าร่วมงาน 

“ว่าวควาย” เป็นว่าวอีกแบบที่เป็นที่นิยม และเหมือนจะกลายเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดสตูลไปเสียแล้ว หรือเปรียบเสมือนว่าวดุ๊ยดุ่ยของภาคใต้ตอนบน ถึงแม้ที่จริงแล้วก็มีว่าวในรูปแบบอื่นอยู่ด้วยก็ตาม และปัจจุบันว่าวควายได้เป็นที่รู้จักทั่วไป ว่าวหัวควาย หรือว่าวควายเป็นว่าวที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างว่าวหลา หรือว่าวจุฬา กับว่าววงเดือน โดยเปลี่ยนจากวงเดือนเป็นรูปหัวควายแทน และติดแอกด้วย โดยสมัยก่อนสตูลใช้ควายไถนาพอไถเสร็จก็ถึงฤดูกาลเก็บเกี่ยวก็นั่งเลี้ยงควาย ดูแลควายและคิดจะตอบแทนบุญคุณควาย จึงได้ความคิดการทำว่าวเป็นรูปหัวควาย เหมือนควายกำลังก้ม ว่าวควายเป็นว่าวที่ถือว่าสมบูรณ์แบบ เพราะมีหัว มีหู มีจมูก มีเสียง การทำว่าวควายที่ดีต้องทำจากไม้ไผ่สีสุกเท่านั้น และควรเป็นไผ่ที่มีอายุ 5 ปีขึ้นไป ไผ่แก่เกินไปก็ไม่ดี อ่อนเกินไปก็ไม่ดี

ลักษณะของว่าวควาย

ว่าวควายจะมีรูปลักษณ์ตอนบนมีปีกโค้ง ตอนล่างทำโครงเป็นรูปร่างหัวควาย มีเขายาวโค้งรับกับปีกบน ความยาวของปีกจะมีขนาดต่ำสุดประมาณ 1.20 เมตร ส่วนหัวจะติดแอกเพื่อให้เกิดเสียงดังคล้ายเสียงของควาย ทำจากกระดาษฟางซึ่งตอนนี้หาได้ยากขึ้น โดยว่าวควายเมื่อถูกปล่อยขึ้นฟ้าแล้วต้องส่าย ถ้าไม่ส่าย แสดงว่าใช้ไม่ได้ เพราะว่าวควายเป็นว่าวที่เลียนแบบควาย ด้วยเพราะลักษณะของควายเวลากินหญ้าจะชอบส่ายหัวไปมา

การแข่งขัน

การแข่งขันจะมีหลายประเภท จะวัดกันเมื่อนำเชือกมาผูกหลักเหมือนเวลาเรานำควายไปผูกปลักให้กินหญ้า การเหวี่ยงซ้ายขวาต้องเท่า ๆ กัน ถ้าแข่งแบบประเภทความสูงก็จะมีความสูงที่ 90 องศา ตัวไหนถึง 90 องศาก่อนก็จะชนะไป                

สตูลถือได้ว่าเป็นจังหวัดแรกเริ่มในการทำว่าวควายและนำมาใช้แข่งขันเป็นแบบประเภทเสียงดังไพเราะ และมีการดูลักษณะการลอยตัวของว่าว โดยถือเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนว่าวอื่น

 

post

ประโยชน์ของว่าวที่เราสัมผัสได้มากมายนานาประการ


ถึงแม้เราจะรู้กันดีอยู่แล้วว่าว่าวเป็นกีฬาที่มีสืบต่อกันมาหลายยุคหลายสมัย แต่จะมีสักกี่คนที่คิดถึงเรื่องประโยชน์ของว่าว ที่นอกเหนือจากคิดว่าว่าวเป็นสิ่งที่ทำให้สนุกสนาน ทั้งที่จริงแล้วมันแฝงไปด้วยประโยชน์มากมายจนคุณต้องเหลียวกลับมามองแล้วค้นหาเพิ่มเติมถึงประโยชน์ข้ออื่น ๆ กันต่อ ๆ ไปอีก

ด้านสุขภาพ

ว่าวช่วยให้ผู้ชมได้ผ่อนคลาย ได้มีรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ส่วนผู้เล่นนั้นว่าวทำให้ดีต่อสุขภาพ เสริมสร้างกำลังกายให้แข็งแรงเพราะต้องใช้เรี่ยวแรงในการประคองสายป่านที่ต้านแรงลม และบางประเทศต้องใช้กำลังในการส่งว่าวยักษ์ขึ้นไปบนท้องฟ้า อีกทั้งเป็นการเพิ่มสติปัญญาในการวางแผนที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์ในการประดิษฐ์ และเพิ่มทักษะในด้านต่างๆของผู้ที่ทำว่าว ทำให้มีน้ำใจนักกีฬา รู้จัดการเข้ากลุ่มเข้าสังคม สนับสนุนให้เด็ก ๆ ได้ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ห่างจากเทคโนโลยีพวกคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือได้ในชั่วเวลาหนึ่ง เป็นการช่วยขัดเกลาจิตใจและสมอง

ด้านสังคมธุรกิจ

เป็นการเชื่อมโยงวัฒนธรรม แลกเปลี่ยน เจริญสัมพันธไมตรีต่อกันทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพราะในปัจจุบันมีหลายสถานที่ทั่วโลกที่ได้จัดให้มีงานว่าวนานาชาติขึ้น และยังเป็นการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวเมื่อว่าวเป็นสิ่งที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้มาชื่นชมเอกลักษณ์ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละท้องถิ่น และยังเป็นอาชีพสร้างรายได้ให้กับผู้คนมากมายหลายคนหลายชาติ ช่วยในการเสริมสร้างความสามัคคีเพราะบางแห่งต้องใช้ทีมงานช่วยเหลือกันในการจัดทำว่าว การเล่นว่าว การส่งว่าวขึ้นสู่ท้องฟ้า

ด้านการศึกษา

ว่าวเป็นตัวสอนทางด้านฟิสิกส์ ได้เป็นอย่างดี ด้วยการ เรียนรู้พลังและองค์ประกอบของอากาศ และทิศทางของลม  และว่าวยังมีประโยชน์ด้านพลังงานโดยประเทศเนเทอร์แลนด์ได้คิดค้นวิธีการควบคุมและนำเอาพนังงานลมมาใช้งานโดยโครงการแลดเดอร์ใลล์ได้ถือกำเนิดขึ้น และว่าวได้ถูกนำเอามาเป็นอุปกรณ์หลักในการทำงานครั้งนี้ เพื่อจะนำเอาพลังงานลมมาเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน

ด้านวัฒนธรรมประเพณี

การที่ว่าวแต่ละภูมิภาค แต่ละประเทศนั้นมีความแตกต่างกัน ย่อมเป็นสิ่งที่จะแสดงได้อย่างชัดเจนถึงสังคม ชุมชนและสิ่งแวดล้อมที่ทำให้ว่าวตัวหนึ่งเกิดขึ้นมาได้ สร้างความเป็นเอกลักษณ์ของผู้คนที่อาศัยอยู่ วิถีชีวิต และสืบทอดประเพณีจากรุ่นสู่รุ่นได้เป็นอย่างดี สร้างความเชื่อเพื่อสิ่งที่ดีงาม รู้สึกอบอุ่น ปลอดภัย และโชคดี และบ้างเป็นการตอบแทนบุญคุณของสิ่งที่เราได้ใช้ประโยชน์

ทั้งนี้ การเล่นว่าว และการชมว่าว ก็ไม่ได้เป็นการล่องลอยไปตามว่าวแบบไร้สติ หากแต่การเล่นว่าวและการชมว่าวอย่างมีสติทำให้เกิดประโยชน์มากมายต่างหาก

 

post

ดุ๊ยดุ่ย อุปกรณ์สร้างพลังเสียง ที่ทำให้ว่าวไทยไม่ไร้จิตวิญญาณ


ดุ๊ยดุ่ย เป็นชื่อเรียกของว่าวอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นที่รู้จักไม่แพ้ว่าวจุฬา ว่าวปักเป้า ที่เราคุ้นหู และว่าวดุ๊ยดุ่ย จะมีลักษณะคล้ายกับว่าวจุฬามาก หากแต่ว่าจะต่างกันตรงที่ว่า ดุ๊ยดุ่ยมีขากบเป็นรูปเดียวกับปีก ติดอยู่ซ้อนกัน ส่วนด้านบนจะใหญ่ แต่ด้านล่างจะเล็ก ตอนล่างสุดมีไม้ขวางอีกอันหนึ่ง สำหรับผูกหาง ซึ่งจะมีด้วยกันสองหางเพื่อช่วยในการทรงตัวในขณะที่ลอยอยู่ในอากาศ ที่ส่วนหัวของว่าวดุ๊ยดุ่ยจะผูกธนู หรือ สะนู หรือ อูด ซึ่งทางภาคใต้จะเรียกว่า แอก ซึ่งเป็นลักษณะคันเหมือนธนู ทำด้วยไม้ไผ่ เจาะรูให้เป็นสี่เหลี่ยม อยู่กลางคันให้พอดีกับเดือยสี่เหลี่ยมที่ยื่นออกมา ส่วนตัวกลางที่ทำให้เกิดเสียงนั้น ก็จะใช้ไม้ไผ่หรือหวาย เหลาให้เป็นแผ่นบาง ๆ แล้วเอาปลายเชือกสองข้างผูกติดปลายเมื่อว่าวขึ้นไปลอยอยู่บนอากาศ ไม้ไผ่หรือหวายแผ่นบาง ๆ ที่ถูกขึงอยู่นั้น เมื่อมีลมมาปะทะด้วย ก็จะทำให้เกิดเสียงดังตุ๋ยตุ่ย ตลอดเวลา ว่าวดุ๊ยดุ่ยจะเคลื่อนตัวช้า แต่สง่างาม และจะมีว่าวอีกชนิดที่คล้าย ๆ กับว่าวดุ๊ยดุ่ย คือ ว่าวสองห้อง ซึ่งอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ และพบมากในภาคอีสาน ที่จริงดุ๊ยดุ่ยไม่ได้เป็นชื่อว่าวแต่เป็นส่วนที่เรียกว่าทำเสียง เพียงแต่ในว่าวชนิดอื่น ๆ ไม่นิยมติดอุปกรณ์ตัวนี้

ส่วนประกอบของดุ๊ยดุ่ย

          ส่วนที่เป็นคันธนู จะทำจากไม้ไผ่แก่จัดมีความยาวไม่ต่ำกว่า 1.20 ม. เหลาหัวท้ายให้เรียว ลักษณะเป็นท้องปลิง ลนไฟแล้วดัดให้ตรง หันส่วนที่เป็นผิวไม้ออกด้านนอก ลนไฟให้ส่วนปลายทั้งสองข้างโค้งเล็กน้อย และทำหยักบริเวณปลายทั้งสองข้างให้เป็นเดือยยาวประมาณ 1 ซม. ใช้กระดาษทรายขัดเพื่อลบคมออก

          ส่วนใบของดุ๊ยดุ่ย โดยส่วนใหญ่จะใช้เป็นใบลานเพราะเนื้อเหนียว ควรเลือกใบที่สมบูรณ์ นำมาตากให้แห้ง ตัดให้มีความกว้างประมาณ 10 มม. ยาวประมาณ 90 ซม. ใช้ตะปูตอกยึดหัวท้ายไว้ นำไม้บรรทัดกดทับแล้วกรีดด้วยคัดเตอร์

          ส่วนสายรั้ง นิยมใช้เป็นสายป่าน เนื่องจากมีความเหนี่ยวและน้ำหนักเบา พลิ้วไหวได้ดี ยาวข้างละประมาณ 30 ซม.  ถ้าหากสั้นเสียงจะดังถี่  ถ้าสายยาวเสียงจะดังยาวกว่า  และถ้าเส้นเล็กเกินไปจะขาดง่าย ส่วนถ้าเส้นใหญ่เกินไปจะทำให้มีน้ำหนักเยอะเคลื่อนไหวได้ไม่ดี

          ขึ้ผึ้งแท้ หรือขี้สูด สำหรับติดถ่วงส่วนหัวทั้งสองข้างของใบดุ๊ยดุ่ย เพื่อไว้สำหรับปรับเสียง ป้องกันการเกินขนที่สายเป็นการยืดอายุการใช้งาน

วิธีการประกอบ

การผูกควรใช้เป็นเงื่อนตะกรุดเบ็ดพันหลาย ๆ รอบ ขึ้นสายให้ตึงแล้วใช้กระดาษทรายขัดแต่งใบทั้งส่วนผิวและขอบอย่าให้มีติดขน ระวังอย่าให้ใบบิดเบี้ยว ถ้าใบไม่เรียบใช้เตารีดไฟอ่อนรีดให้เรียบ

การทำดุ๊ยดุ่ยอย่างพิถีพิถันจะช่วยทำให้ว่าวที่ติดดุ๊ยดุ่ยมีเสน่ห์ทางเสียงมากยิ่งขึ้น และหากเป็นว่าวที่ต้องแข่งขันด้วยเสียงแล้ว ดุ๊ยดุ่ยยิ่งเป็นสิ่งสำคัญยิ่งนักในการจะเอาชนะคู่แข่ง

 

post

เสน่ห์ของว่าววงเดือนที่ถูกจัดสรรได้อย่างวิจิตรงดงาม


สมัยก่อนมีตำนานเล่าสืบกันถึงว่าววงเดือน ว่าเป็นของเล่นของเหล่าเทพเทวดา ทำให้ว่าววงเดือนมักจะมีรูปภาพลวดลายเป็นรูปเทวดา ว่าววงเดือน หรือเรียกว่า “วาบูแล หรือ วาบูลัน” ซึ่งบูลันนั้น แปลว่าดวงจันทร์ จึงทำให้ว่าวมีรูปดวงเดือนเป็นส่วนประกอบอยู่ตรงกลางลำตัว ระหว่าง ปีก และเขา ว่าววงเดือน มีสองแบบคือ แบบที่มีแอก และแบบไม่มีแอก  บ้างก็ว่าว่าววงเดือนมาจากประเทศมาเลเซีย บ้างก็ว่าเป็นของชาวจังหวัดปัตตานี ความเป็นมาของว่าวบางคนบอกว่าว่าวมาจากประเทศมาเลเซีย และบางคนบอกว่ามาจากจังหวัดปัตตานี

การทำว่าววงเดือนแบบง่าย ๆ คือการที่หาวัสดุได้ทั่วไป ทำไม่ยาก แต่อาศัยสิ่งสำคัญคือความประณีต ส่วนถ้าจะทำให้ได้สวยงามต้องอาศัยประสบการณ์ทำบ่อย ๆ

อุปกรณ์ที่ใช้หลัก ๆ ในการประดิษฐ์ว่าว

– ไม้ไผ่
– เชือกผูก
– มีดเหลา
– กระดาษว่าว
– กระดาษสี
– สายป่าน
– กาว

ขั้นตอนการทำ

นำไม้ไผ่ที่ได้เตรียมไว้มาเหลาให้ได้ตามขนาดที่ต้องการ จากนั้นขึ้นโครงว่าวตามรูปแบบของว่าววงเดือนด้วยไม้ไผ่ที่เหลาไว้ แล้วผูก ด้วยเชือก นำกระดาษว่าวหรือกระดาษลอกลายมาติดลงไปบนโครงไม้ไผ่ และจากนั้นนำกระดาษสีที่ทำเป็นลวดลายต่าง ๆ ไว้ มาติดทับไปบนกระดาษส่วนที่เป็นตัวว่าวจากนั้นพักไว้ก่อน นำกระดาษว่าวมาทำเป็นภู่ แล้วจึงนำไปพันที่คอว่าวผูกด้วยเชือก เมื่อทำการกรุเสร็จแล้วก็จะนำมาร้อยเชือก สายคันซุง หรือตามภาษาท้องถิ่นเรียก สายการดุ๊ก เพื่อเชื่อมตัวว่าวกับสายป่าน หากเป็นว่าวแบบที่มีแอกก็ต้องใส่แอกด้วย การใส่แอกซึ่งมีลักษณะคล้ายคันธนู เพื่อให้ว่าวมีเสียงดังกังวานยามที่ถูกปล่อยให้ลอยบนท้องฟ้า เพียงเท่านี้ก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว  ส่วนความยากง่ายและความสวยงามขึ้นอยู่กับลวดลาย ซึ่งการทำลวดลายเป็นเอกลักษณ์ทางด้านศิลปวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างชัดเจน จะมีจุดที่ต้องระวังคือช่วงกันกบของตัวว่าวที่โค้งรูปเป็นวงเดือน เพราะเป็นส่วนที่ยากที่สุด เพราะถ้าไม่ชำนาญว่าวตัวนั้นก็จะลอยได้ไม่ดี ไม่นิ่ง จะส่ายไปมา บังคับได้ยาก

เอกลักษณ์ของว่าววงเดือน คือการสะท้อนให้เห็นถึงอารมณ์สุนทรีย์ของชาวมลายู เพราะไม่ใช่เป็นการทำว่าวเพียงเพื่อให้ลอยอยู่บนอากาศได้ หากแต่ยังตกแต่งอย่างตั้งใจสวยงามวิจิตรตามลวดลายของท้องถิ่น และยังเพิ่มเสียงดนตรีอันไพเราะยามเมื่อฉวัดเฉวียงไปมาในอากาศ ด้วยการใส่แอกใบลานที่ติดกับตัวว่าว เมื่อถึงฤดูร้อน ลมเย็น ๆ พัดผ่านมาสายป่านที่ถูกจับประคับประคองไว้ เพื่อให้โต้แรงลม จับจังหวะและทิศทางให้อยู่หมัดด้วยผู้ที่คอยควบคุมมัน ปล่อยใจไปตามสายป่านที่ทอดยาวไปไกล มองดูการโฉบเฉี่ยวเวหาของสมุนที่ส่งขึ้นฟ้าไป ก็รู้สึกผ่อนใจได้ในช่วงเวลาหนึ่งเลยทีเดียว

 

post

มารู้จัก ว่าวจีน ที่ได้ชื่อว่ามีประวัติอันยาวนาน


ชาวจีนคิดค้นและประดิษฐ์ว่าวขึ้นมาเป็นเวลานานมากแล้ว จากข้อมูลได้ปรากฏว่าค้นพบเมื่อ 2,000 กว่าปีมาแล้ว บ้างก็ว่าถูกคิดค้นจากนักปราชญ์ บ้างก็ว่าจากช่างไม้ฝีมือดีที่ทำนกไม้ด้วยไม้ และทำให้สามารถบินขึ้นสู่ท้องฟ้าได้ตามทิศทางลมได้นานถึง 3 วัน ครั้นต่อมาในสมัยหลี่เย่ ได้มีผู้นำกระดาษมาทำเป็นว่าว  และต่อมามีผู้คิดนำสายดนตรีมาติดที่บริเวณปลายด้านบนของว่าวเมื่อเวลาที่มันลอยอยู่กลางอากาศสายดนตรีที่ผูกไว้ประทะกับลมกลายเป็นเสียงดนตรีคล้ายกู่เจิง  จากนั้นมา ชาวจีนจึงเรียกว่าวว่า เฟิงเจิง ซึ่งแปลได้ว่า พิณลม นั่นเอง

ยุคสมัยแรกของว่าว

แต่ก่อนว่าวของชาวจีนไม่ได้ใช้เพื่อความเพลินเพลิน หากแต่ใช้เพื่อการสอดแนมทางการทหาร เพื่อค้นหาที่มั่นของศัตรู  และยังได้ทำว่าวขนาดใหญ่พอที่จะรับน้ำหนักคน ให้คนขึ้นไปพร้อมกับว่าวเพื่อสอดแนมศัตรู และทำลายขวัญและกำลังใจ เมื่อยุคของสงครามสงบลงในสมัยราชวงศ์ถัง เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างมาก มีแต่ความรื่นเริง ทำให้ว่าวเริ่มกลายมาเป็นการละเล่น เพื่อความสนุกสนานมากขึ้น

ยุคสมัยกลางของว่าว

รูปแบบว่าวเริ่มเข้ามามีบทบาท ได้มีการคิดประดิษฐ์ว่าวรูปร่างต่าง ๆ เช่น นกนางแอ่น ปลา แมลงปอ มังกร และ ค้างคาวเพราะความหมายในคำศัพท์จีน คำอ่านของคำว่าค้างคาวมีเสียงพ้องกับคำที่มีความหมายว่า มีความสุขถ้วนหน้า (เปี้ยนฝู)  หรือ ร่ำรวยถ้วนหน้า (เปิ้ยนฟู่)  จึงเชื่อว่าจะทำให้นำความสุขความมั่งคั่งมาสู่เจ้าของว่าว นอกจากนี้ก็ยังมีรูปอื่น ๆ  อีกมากมาย

ยุคของว่าวในปัจจุบัน

ปัจจุบัน เมืองปักกิ่ง เทียนจิน เหวยฟาง เมืองหนันทง และเมืองหยางเจียง ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นเมืองที่ผลิตว่าวอันมีชื่อเสียงของจีน โดยว่าวแต่ละท้องถิ่นก็จะมีเอกลักษณ์มีความนิยมชมชอบที่แตกต่างกัน อย่างว่าวนกนางแอ่น เป็นที่นิยมของผู้คนชาวปักกิ่ง มากกว่าแบบอื่น ส่วนถ้าพูดถึงว่าวของเมืองเหวยฟางซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเมืองแห่งว่าวโลก ซึ่งเลื่องชื่อในด้านความสวยงามของว่าว และวัสดุชั้นเยี่ยม จนได้รับรางวัลชนะเลิศจากเทศกาลว่าวนานาชาติที่จัดขึ้นในอิตาลีมาแล้ว ทำให้เมืองเหวยฟางเป็นสถานที่จัดงานเทศกาลว่าวโลกขึ้นทุกปี ดึงดูดผู้ที่ชื่นชอบศิลปะลอยฟ้านี้และพลาดไม่ได้ที่จะมาเที่ยวชมความสวยงามของพวกมัน ซึ่งมาจากนานาประเทศทั่วโลก ส่วนว่าวของเมืองปักกิ่งซึ่งมีความเป็นมากว่า 300 ปี และว่าวซาเยี่ยน หรือว่าวนกนางแอ่น เป็นว่าวที่มีชื่อเสียง ด้วยตัวว่าวทำเป็นรูปนกนางแอ่นกางปีกสองข้าง มีหางยาวและแหลม แลดูเหมือนตัวหนังสือจีนที่เขียนว่า ต้า ที่แปลว่าใหญ่ ปีกสองข้างเขียนรูปคางค้าวด้วยมีความหมายที่ดีทำให้มีโชคดี ผาสุก  นอกจากนี้ยังมีว่าวที่เป็นภาพนกนางแอ่นคู่ ตัวหนึ่งเป็นสีฟ้า อีกตัวหนึ่งเป็นสีแดง คู่กัน เหมือนสามีภรรยาที่มีความรักและจะอยู่ด้วยกันตลอดไป  พร้อมประดับด้วยลวดลายรูปผีเสื้อที่มีความหมายถึงโชคลาภ สิริมงคลอีกด้วย

                ว่าวจีนได้มีการพัฒนามาไกลอย่างลงตัวถือเป็นต้นแบบและทำให้เป็นที่นิยมไปหลายต่อหลายประเทศ ทั้งทางแถบเอเชียและยุโรป ด้วยเพราะมีทั้งศิลปะจากภาพบนกระดาษว่าว ดนตรีที่ใช้นกหวีดที่ทำด้วยผลน้ำเต้ามาติดที่ว่าวจะเปล่งเสียงที่ทรงพลังไพเราะไปได้ไกลหลายกิโลเมตรอีกด้วย นอกจากนี้ชาวจีนยังมีความเชื่อว่า การชักว่าวเป็นการปล่อยความชั่วร้าย ความไม่ดี เอาโรคภัยต่าง ๆ ไปให้พ้น ให้ห่างไกลพวกเค้าหรือคนที่รักได้

 

post

พัฒนาการของว่าว จากเรื่องง่าย ๆ ในอดีตสู่ปัจจุบันที่สวยงาม

                คุณอาจนึกไม่ถึงว่า ว่าวที่เราเห็นในปัจจุบันนั้น ก็มีวิวัฒนาการต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลานาน การเปลี่ยนแปลงจากอดีตสู่ปัจจุบัน มีด้วยกันในทุก ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวัสดุ เรื่องรูปแบบ รูปร่าง สีสัน ลวดลาย และการละเล่น ล้วนแล้วแต่มีการเปลี่ยนแปลงด้วยกันทั้งสิ้น รวมถึงบางครั้ง แม้กระทั่งวัตถุประสงค์ในการจัดทำว่าวขึ้นก็มีมากขึ้นกว่าในอดีต ที่ต้องการทำว่าวเพื่อได้เล่นสนุกเพลิดเพลินในครัวเรือนของแต่ละบ้านเพียงเท่านั้น  

การทำว่าวจากอดีตสู่ปัจจุบัน มีอยู่ 5 ประเภท

1. การทำว่าวจากวัสดุธรรมชาติ รอบ ๆ ตัวของผู้คนในสมัยก่อน จะเน้นที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใด ๆ เพราะต้องการสร้างความเพลิดเพลินให้เพียงเท่านั้น จึงนิยมใช้พวกใบไม้ประเภทใบใหญ่ เช่น ใบตองตึง ใบกระบอก ใบยางแดง เป็นต้น ไม่ได้เน้นถึงสีสัน หรือความคงทนแข็งแรง

2.การพัฒนาอีกขั้นของว่าวจากวัสดุที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มาเป็นว่าวจากกระดาษ ซึ่งก็มีมีการพัฒนาในเรื่องของตัวกระดาษ จากกระดาษธรรมดา ๆ ก็ปรับให้มีสีสัน ลวดลาย สวยงามมากยิ่งขึ้น เพิ่มความคงทน แต่ยังคงมีประสิทธิภาพในการลอยตัวในอากาศได้ดีเช่นเดิม การทำว่าวจากกระดาษก็จะมีการปรับเพิ่มขั้นตอนอย่างมีแบบแผนมากยิ่งขึ้นกว่าการใช้วัสดุจากธรรมชาติ เพราะเริ่มต้องมีการซื้อหาอุปกรณ์เพื่อการจัดทำมากกว่าเดิม มีการทำตัวโครงเพื่อรองรับตัวกระดาษ เพิ่มความคงทนแข็งแรง สวยงามมากยิ่งขึ้น แต่ก็ยังคงมีวัตถุประสงค์เพื่อการละเล่นที่ให้ความเพลิดเพลินเช่นเดิม

3.การจัดทำว่าวที่มีลักษณะของความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น มีการทำอุปกรณ์เพิ่มเติม เพื่อก่อให้เกิดเสียงดีกว่าแบบเดิม ๆ และมีความแตกต่างของรูปทรงมากยิ่งขึ้น จากว่าวที่เคยมีลักษณะแบนเรียบมองเป็นมิติเดียว เปลี่ยนแปลงเป็นว่าวที่มีมิติเห็นรูปทรงมากยิ่งขึ้น เช่นว่าวแอก ส่วนที่ประเทศมาเลเซียจะเรียกว่าวลักษณะนี้ว่า สะนู หรือธนู จะมีลักษณะทำจากไม้ไผ่ทรงกระบอกส่วนกลางกลวง บริเวณส่วนหัวของว่าว เมื่อว่าวกินลมบนท้องฟ้าแล้วจะมีเสียงดังแอก ๆ โดยเสียงจะยาวหรือเบา ขึ้นอยู่กับเทคนิคการทำแอก เช่น ว่าวควาย ว่าววงเดือน หรือที่ประเทศมาเลเซียเรียกว่า ว่าวบูรันบูแล นั่นเอง

4.การทำว่าวในลักษณะที่แฝงและเต็มไปด้วยความเชื่อ เครื่องลางของขลัง การบูชา เพื่อสนองตอบแทนคุณ หรือปัดเป่าเคราะห์กรรมต่าง ๆ ตามความเชื่อ อันเป็นกุศโลบาย

5.การทำว่าวมีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยมีการออกแบบตกแต่งพิเศษ ทำให้เกิดความสวยงาม เกิดความสะดุดตา แปลกตา และมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้นยิ่งกว่าเดิม เช่น ว่าวงู หรือว่าวประดิษฐ์อื่น ๆ เป็นต้น

ทั้งนี้ไม่ว่าว่าวจะถูกกำหนดให้ในปัจจุบันจะเป็นเช่นไรนั้น ก็ตาม  ก็ยังคงบังเกิด ความสนุกสนานให้ได้ทุกครั้งที่เล่น อีกทั้งเป็นการออกกำลังกาย หรือสร้างความสัมพันธ์อันดีให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดีอีกด้วย